ขณะที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน อวิ๋นตั่วก็กำลังนั่งเช็ดจักรยานอยู่ใต้ต้นซากุระ“จักรยานก็เพิ่งซื้อมาใหม่ เธอจะเช็ดอะไรของเธอน่ะ” อวิ๋นเฉียวถาม“ก็เพิ่งล้มไปนี่คะ ไม่รู้ว่าตรงไหนพังหรือเปล่า” อวิ๋นตั่วตอบ“ถ้าพังแล้วพี่ซื้อให้ใหม่ก็ได้”อวิ๋นตั่วส่ายหน้าขณะมองพี่ชาย พลันเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง“น่าสงสารจริงๆ!”อวิ๋นเฉียวนึกว่าเธอพูดถึงจักรยาน อย่างนั้นจึงบอกว่า “ก็แค่จักรยานคันเดียวเอง น่าสงสารตรงไหนกัน”“หนูหมายถึงพี่ค่ะ” อวิ๋นตั่วยืนขึ้น เธอสูงถึงไหล่พี่ชายแล้ว รออีกสองปีก็น่าจะสูงไล่เลี่ยกันแล้วล่ะมั้งอวิ๋นเฉียวอึ้งไปอยู่นาน จากนั้นก็ถามขึ้นว่า “พี่มีอะไรน่าสงสารกัน?”“พี่ไม่มีของรักอะไรเป็นพิเศษเลย แบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกเหรอคะ”อวิ๋นเฉียวไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเป็นคนน่าสงสารในสายตาน้องสาวเสียแล้ว แต่พอคิดดูอีกทีให้รอบคอบ ก็น่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ ชีวิตไร้สิ่งเกาะยึด บางเบาเหมือนขนนกกระสา หากวันไหนเลือนหายไป อาจไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลยก็เป็นได้พอคิดแบบนี้ อวิ๋นเฉียวก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ หากคนๆ หนึ่งได้มาเกิดบนโลกนี้ แต่ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย จะน่าเศร้าขนาดไหนกัน“อวิ๋นตั่ว ตอนพี่ไม่อยู่เธอจะคิดถึงพี่บ้างหรือเปล่า”อวิ๋นตั่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง กลัวว่าความจริงจะทำร้ายอวิ๋นเฉียว เธอก้มหน้าลงแล้วใช้เท้าเขี่ยไปบนพื้นเป็นวงกลม นี่เป็นท่าทางที่เธอเคยชิน เวลาที่เธอไม่อยากพูดอะไร เธ