่งก่อนค่ะ”ชูยินนั่งลงอย่างระมัดระวัง เพราะในบ้านค่อนข้างที่จะแออัด หากทำอะไรรุนแรงไปก็จะไปชนเข้ากับเฟอร์นิเจอร์อื่นได้อวิ๋นอี้ฟานนั่งลงข้างอวิ๋นตั่วอย่างไม่รังเกียจอวิ๋นตั่วกำลังกินบะหมี่ที่ฟางผิงต้มให้เธอเป็นพิเศษ ใส่ทั้งไข่ เห็ดหอม ผักและ เนื้อหมูเด็กสาวก้มหน้าก้มตากิน ไม่แม้แต่ที่จะเงยหน้าขึ้นมามอง“อวิ๋นตั่ว กลับบ้านกับพ่อแม่” ชูยินพยายามข่มความโมโห“หนูไม่กลับ” อวิ๋นตั่วกินบะหมี่ต่อ “หนูจะอยู่บ้านครูหลิว เป็นลูกสาวของน้าหลิว ได้กินบะหมี่อร่อยๆ ทุกวันด้วย”คนเป็นแม่ได้ฟังเช่นนั้นก็แทบที่จะข่มอารมณ์ไม่อยู่ เธอเฝ้าประคบประหงมมาเจ็ดปี แต่กลับมาแพ้ให้บะหมี่แค่ถ้วยเดียว!อี้ฟาน “ตั่วเอ๋อร์ กินเสร็จแล้วก็กลับบ้านด้วยกันเถอะลูก”“ไม่เอา หนูไม่กลับ”“พ่อกับแม่ยอมตกลงกับเงื่อนไขของลูกแล้ว” อี้ฟานว่า “แต่หนูก็ต้องรับปากเราเหมือนกันว่าต่อไปอย่าเอาเรื่องหนีออกจากบ้านมาขู่พ่อกับแม่อีกมีเรื่องอะไรก็คุยกันดีๆ ที่วันนี้พ่อกับแม่ยอมรับปาก ไม่ใช่เพราะลูกหนีออกจากบ้าน แต่เพราะเห็นแก่ครูหลิว”“ก็ได้ค่ะ หนูกลับก็ได้”อวิ๋นตั่วกินบะหมี่เสร็จ ฟางผิงก็รีบยื่นผ้าขนหนูชุบนํ้าอุ่นให้ “เช็ดปากจ๊ะ”เด็กสาวรับผ้าขนหนูไปเช็ดปาก “ขอบคุณค่ะคุณน้า บะหมี่อร่อยมากเลย ต่อไปหนูจะได้กินอีกไหมคะ”“ได้สิจ๊ะ อยากมาเมื่อได้ก็มาได้เลย” ฟางผิงยิ้มกว้างมองอวิ๋นตั่ว มือก็ขยับเช็ดผ้ากันเปื้อนไม่หยุด เป็นความเคยชินเมื่อเธอรู้สึกตื่นเต้