ชื่ออะไรน่ะ”“หลิวอวี่เจ๋อ” อวิ๋นเฉียวว่า“ใช่ เขานั่นแหละ!” สือหยวนร้องอุทาน“ทำไม นายรู้จักเหรอ” อี้ฟานมองสือหยวนอย่างสนใจ น้อยครั้งนักที่ฝ่ายนั้นจะลืมตัวหลุดพูดออกมาเช่นนี้“ไม่นับว่ารู้จักหรอก เพียงแค่เคยได้ยินชื่อสองสามครั้ง แม้จะยังเรียนอยู่มัธยม แต่เขาก็เขียนบทความที่มีความคิดสร้างสรรค์ไว้หลายบทความ ได้ยินว่าถูกเชิญไปบรรยายในมหาวิทยาลัยหลายครั้ง แต่เขาปฏิเสธ”“ถ้านายพูดแบบนั้น ฉันคงต้องก็เห็นด้วยกับจ้าวเยว่จริงๆ แล้วล่ะ เด็กคนนี้ต้องอนาคตไกลแน่ๆ” อี้ฟานว่า “ฉันไม่เห็นด้วยกับความกระหายในความสำเร็จที่รวดเร็วเกินไปนัก ทั้งเด็กมหาลัย ทั้งคลาสอัฉริยะอะไรพวกนั้นฉันยังคงเห็นด้วยกับคำที่ว่า ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามอยู่ การที่เด็กหนุ่มนั่นปฏิเสธโอกาสในการก้าวข้ามสู่ประตูมังกรครั้งแล้วครั้งเล่า แค่นั้นก็บอกได้แล้วว่าเจ้าตัวน่ะไม่ธรรมดา และมีปณิธานเป็นของตัวเอง”“นายเข้าใจเรื่องการศึกษาดีขนาดนี้ ทำไมไม่เปิดโรงเรียนเองบ้างล่ะ” สือหยวนถามขึ้น“การที่เปิดโรงเรียนมันไม่ใช่เรื่องที่คิดจะทำก็ทำได้ ความคิดของฉันบางทีก็ถ่ายทอดออกไปไม่ได้ บางอย่างก็ล้าสมัยเกินไป เพราะอย่างนั้นฉันจึงเลือกที่จะบริจาคเงินให้โรงเรียนดีๆ ที่มีชื่อเสียง เพื่อเป็นการสนับสนุนยกระดับพวกเขาไปอีกขั้นดีกว่า”“นายนี่เพิ่มช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนซะจริงๆ คนรวยก็รวยขึ้นๆคนจนก็จนลงๆ”“ฉันก็มีความเห็นแก่ตัวบ้างเหมือนกันนะ ถึงยังไงลูกสองคนก