ี จงบอกมาเถิด ผู้ใดหยิบยื่นผลประโยชน์เหล่านั้นให้พวกเจ้า”
ฟ่านจงหมิงเพิ่งตระหนักได้ว่าพลั้งปาก ใบหน้าพลันซีดเผือด ทำได้เพียงถลึงตาจ้องจ้าวเสวียนจีอย่างอาฆาต ปิดปากเงียบงัน
“เจ้าไม่พูด ใช่ว่าพวกเราจะสืบไม่ได้” จ้าวหนิงเอ่ยแทรกขึ้นมา เขานั่งฟังอยู่นานจนกระจ่างแจ้งแก่ใจ “ทั่วทั้งราชสำนัก นอกจากอัครเสนาบดีผู้อยู่ใต้คนหนึ่งคนอยู่เหนือคนนับหมื่น ยังจะมีผู้ใดกล้ากางหมากบั่นทอนกำลังตระกูลจ้าวอีก”
ฟ่านจงหมิงกัดกรามแน่นไม่ปริปาก
จ้าวเสวียนจีส่ายหน้าถอนหายใจยามสบตาหลานชาย “การห้ำหั่นระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊ในราชสำนักต้าฉีดำเนินมาถึงจุดที่ไร้เหตุผลสิ้นดี ทว่าสิ่งที่เจ้าไม่รู้คือ หลายปีมานี้ราชสำนักมีคลื่นใต้น้ำซัดสาด ความขัดแย้งระหว่างบุ๋นบู๊เป็นเพียงฉากหน้า วังวนอำนาจเบื้องลึกนั้นเน่าเฟะมานานแล้ว
“ท่ามกลางพายุคลั่ง ตระกูลจ้าวยังต้องเดินหมากอย่างระแวดระวัง แม้เราจะเป็นอันดับหนึ่งในตระกูลขุนพลทรงเกียรติ แต่ท้ายที่สุด… เราก็เป็นเพียงหนึ่งในสิบแปดตระกูลขุนพล
“สิ่งที่ข้าคาดไม่ถึงคือ เพื่อถอนรากถอนโคนตระกูลขุนพล รวบอำนาจทหารทั่วหล้าคืนสู่ศูนย์กลาง และผลักดันให้ขุนนางบุ๋นเหยียบหัวแม่ทัพบู๊เพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ… พวกมันกลั