ระหว่างที่ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลฟ่านป้อนโอสถและปฐมพยาบาลฟ่านจงหมิง จ้าวหนิงหาได้ลงมือขัดขวาง
ฟ่านชิงหลินรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี แม้เคียดแค้นจนแทบขบกรามแหลกละเอียด กลับซุกซ่อนโทสะไม่ให้จ้าวหนิงระแคะระคาย ซ้ำยังรั้งตัวผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลฟ่านที่หมายจะพุ่งไปสู้ตายกับจ้าวชี่เยว่เอาไว้
“จ้าวหนิง อย่าได้ผยองไปนัก คืนนี้… พวกเจ้าไม่มีทางได้ตายดี” เมื่อเทียบกัน ฟ่านจงหมิงกลับเก็บซ่อนอารมณ์ได้ย่ำแย่กว่า ทันทีที่รั้งลมหายใจกลับมาจากประตูผีได้ครึ่งก้าว ก็เงยหน้าถลึงตาจ้องจ้าวหนิง แค่นเสียงอาฆาต
จ้าวหนิงสะบัดพัดจีบกางออก โบกพัดเอื่อยเฉื่อยประดับอก ริมฝีปากประดับรอยยิ้มเย็นเยียบ “ไพ่ตายใบใหญ่ที่สุดของเจ้าในที่แห่งนี้ หาใช่พวกผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าเป่ยหูหรอกหรือ”
ร่างฟ่านจงหมิงแข็งทื่อ สีหน้าตื่นตะลึงฉายชัดถึงคำถามว่า ‘เจ้ารู้ได้อย่างไร’ ทว่าริมฝีปากกลับเม้มแน่น ไม่ยอมปริปากคายหลักฐานมัดตัว
จ้าวหนิงชี้ปลายพัดไปทางทิศประตูใหญ่จวน “พวกมันมาแล้ว”
ฟ่านจงหมิงฝืนสะบัดหลุดจากการประคองของบุตรชาย หันขวับไปมอง มีผู้บุกรุกมาแล้วจริงๆ จำนวนผู้มาเยือนหาได้มากมาย มีเพียงสองคนเท่านั้น
ระยะทางห่างไกลจนไม่อาจแยกแยะหน้าตา หนึ่งร่า