ฟ่านจงหมิงยังไม่ทันกระจ่างแจ้งในความหมายแฝง หัวใจพลันกระตุกวูบ สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่พุ่งทะลวงเข้าใส่ร่างดั่งศรอาบยาพิษ ต้นตอมาจากลานกว้างเบื้องนอก เขาหันขวับไปมอง นัยน์ตาพลันหดเกร็ง
ใต้ระเบียงทางเดินของประตูซุ้มลายบุปผา ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งแผ่ซ่านกลิ่นอายลึกล้ำปานห้วงเหวขุมนรก
เรือนร่างของนางบอบบางกะทัดรัด ส่วนสูงไม่ถึงหัวไหล่บุรุษโตเต็มวัย ทว่าบนบ่ากลับแบก ‘ขวานยักษ์เบิกภูผา’ ที่ดูโบราณและหนักอึ้ง ความยาวกว่าหนึ่งจ้าง คมขวานสะท้อนประกายเย็นยะเยือก ขนาดความกว้างของขวานใหญ่กว่าเรือนร่างนางถึงสองเท่า
ยามนี้ แสงสายัณห์ริ้วสุดท้ายกำลังถูกความมืดมิดไล่ต้อนถอยร่นจากประตูซุ้มลายบุปผา นางก้าวเดินมาพร้อมกับม่านราตรีที่โรยตัว สองเท้าเหยียบย่ำบนเส้นแบ่งระหว่างแสงสว่างและความมืด รุกคืบเข้าหาอย่างต่อเนื่อง
ทั่วร่างนางแผ่กลิ่นอายอันตรายประดุจสัตว์ร้ายบรรพกาล ราวกับสามารถตัดแม่น้ำผ่าขุนเขา ฝีเท้าที่ก้าวเดินหนักแน่นทรงพลัง ทุกย่างก้าวบดขยี้แผ่นหินจนฝุ่นผงกระจายออกเป็นวงกว้าง ขับไล่แสงตะวันเฮือกสุดท้ายเบื้องหน้าฟ่านจงหมิงจนมอดดับ นำพามาซึ่งความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
แม้มองใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเจน ฟ่านจงหมิงกลับ