จ้าวหนิงมองจ้าวชี่เยว่ลิ้มรสอาหารอย่างเบิกบานใจ นัยน์ตาฉายแววอ่อนโยน ชาติก่อนระหกระเหินกลางไฟสงคราม ย่อมฝึกปรือฝีมือทำอาหารติดตัวมาบ้าง ชาตินี้ขอเพียงทำให้นางเปี่ยมสุข ชดเชยตราบาปในอดีต ต่อให้ต้องยืนย่างเนื้อกลางแดดแผดเผา หรือถือดาบทะลวงฟันเข้าวังหลวง เขาก็หาได้ลังเลแม้แต่น้อย
มื้ออาหารผ่านไปครึ่งทาง ผู้คุ้มกันจวนรุดเข้ามารายงานว่าฟ่านจงหมิงมาเยือน
อีกฝ่ายส่งเทียบเชิญ มาเยือนอย่างเป็นทางการ สร้างภาพฉาบหน้าไว้อย่างแนบเนียนเพื่อปิดปากผู้คน
“ปล่อยให้มันรอ” จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า เวลานี้ยังไม่พ้นยามเชิน ห่างไกลจากยามวิกาลนัก ประวิงเวลาได้เท่าใด ย่อมต้องดึงเชือกให้ตึงที่สุด
กระทั่งจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่จัดการเนื้อแกะและบ้วนปากชำระล้างเสร็จสิ้น ผู้คุ้มกันจวนจึงเข้ามารายงานระลอกสอง แจ้งว่าฟ่านจงหมิงกระวนกระวายดั่งมดบนกระทะร้อน ลั่นวาจาว่าหากไม่ส่งตัวฟ่านชิงหลินคืนมา จะบุกฝ่าเข้ามาให้จงได้ แสร้งทำทีร้อนใจห่วงใยสวัสดิภาพบุตรชายเสียเต็มประดา
“เชิญมันไปโถงใหญ่ รินชาต้อนรับ บอกว่าประเดี๋ยวพวกเราจะออกไป” จ้าวหนิงยกถ้วยชาล้างปาก พลางสบตากับจ้าวชี่เยว่ สองพี่น้องไร้วาจา กลับขยับเอนกายพิงพนั