งเมี่ยวย่อมไม่เข้าไปร่วมวงโดยใช่เหตุ
แม้นางจะออกเรือนแล้ว สีหน้าท่าทางกลับไม่ต่างไปจากสมัยเป็น พระสหายร่วมศึกษาที่เรือนหยางจื่อมากนัก กระทั่งตรงมุมอับสายตาของกระโปรงเลิศหรูก็ยังแขวนเหรียญทองแดงเล็ก ๆ พวงหนึ่งไว้คอยแอบ ลูบคลำเป็นพัก ๆสายตายามมองผู้คนก็ยังแฝงแววพิจารณาแปลกพิกลอยู่บ้าง
ทว่ามองไปมองมาก็อดทอดถอนใจลึก ๆ อีกคราไม่ได้ “เฮ้อ น่า เสียดายนัก…”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเป็นต้องเหลือกตามองฟั้า เอาอีกแล้ว จะมา อีกแล้ว หลายวันนี้ฟังจนหูแทบชาอยู่แล้ว!
สุดท้ายก็เป็นไปดังคาด ฟางเมี่ยวใช้น้ำเสียงประหนึ่งแค้นใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กเป็นเหล็กกล้า “น่าเสียดายนัก! อันที่จริงตำหนักคุนหนิงนับเป็นอะไรได้ อีกนิดเดียวท่านจะได้เป็นสตรีผู้ครองทั้งพระราชวังเอาไว้ในมือแล้วเชียว!โอกาสงามวางอยู่ตรงหน้า ใต้หล้าอยู่แค่ปลายนิ้วขอเพียงตอนนั้น ท่านพยักหน้า ไม่แน่ว่าใต้หล้าอาจได้เปลี่ยนนายหญิงแล้ว!”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่พูดจา
สายตาของฟางเมี่ยวยิ่งเผยความเสียดาย“ถึงตอนนั้นไม่แน่ข้าอาจ เป็นเหมือนสมณะหยวนจีนั่น หลอกกินหลอกดื่ม ประจบท่านขอเป็น โหราจารย์ แบบนั้นไม่ดียิ่งหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงแกะส้มกลีบหนึ่งยัดเข้าปากแล้วหัวเราะ “ฟั้าจะมืดพอดี เหมาะให้เจ้าฝันเฟืองนัก”
นางสวมชุดกระโปรงสีฟั้าอ่อน
ยามยกมือขึ้น แพรต่วนเนื้อดีบนแขนก็ไหลเลื่อนลงมาเป็นชั้น ๆ ตามผิวเนียนนุ่มของนางเผยให้เห็นข้อมือขาวผ่องเรียวงาม รวมถึงกำไลข้อมือ