ากซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่เซี่ยเวยก็เที่ยวบอกให้นางหยุดพูดอยู่ร่ำไป
ตอนนั้นเจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเป็นเพราะเข้าสู่เมืองหลวง ศึกใหญ่ใกล้ปะทุ คนผู้นี้อาจจำต้องรักษาความสุขุมเยือกเย็น นางจึงไม่รบกวนอีกเพียงคิดว่าผ่านไปอีกสองวันค่อยบอกก็ไม่สายเกินไป
ทว่าดูจากท่าทางในยามนี้ นางไหนเลยจะไม่เข้าใจอีก
คนผู้นี้มีชีวิตยากลำบากเกินไปแล้ว
นางเกือบสะอื้น แต่ไม่ยอมปล่อย เอื้อมสัมผัสดาบในมือขวาของเขา ซึ่งกำแน่นไม่คลายกระซิบเสียงแผ่วเหมือนตอนที่เขาปลอบโยนนางในถ้ำ ครานั้น “วางดาบเถอะนะ ข้าอยู่ตรงนี้ข้าจะไม่ไปไหน”
ใจเซี่ยเวยเปียมความอาฆาตลึกล้ำ
เขาไม่คิดปล่อยมือ
แต่เพราะเกรงว่าดาบจะบาดมือเจียงเสวี่ยหนิง ในที่สุดจึงปล่อยช้า ๆ
นางโยนดาบไปทางบันได
รอบตำหนักไท่จี๋ที่มีผู้คนคลาคล่ำ ไม่ทราบเพราะเหตุใดพลันเงียบกริบ
ตราหยกแผ่นดินถ่วงหนักในมือ เสิ่นจื่ออีไม่ได้มองมันเลย แต่กลับ มองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยืนอยู่ใกล้ชิดเซี่ยเวย ถามขึ้นว่า “หนิงหนิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาเป็นคนเช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “หม่อมฉันทราบ”
คนผู้นี้ชาติก่อนสังหารนาง กระทั่งชาตินี้ก็ยังคิดจะพานางตายไปด้วยกัน แน่นอนว่าไม่ใช่คนดีอะไร นางมีหรือจะไม่ตระหนัก
ถึงขั้นพูดได้ว่านางรู้จักเขาดีกว่าใครเสียด้วยซ้ำ
เพราะนางเคยเห็นด้านจริงแท้ที่สุด บ้าคลั่งที่สุดของเขามาแล้ว
เสิ่นจื่ออีถามย้ำ “เจ้าชมชอบเขาหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงใคร่ครวญ แล้วตอบว่า “ชอบเพคะ”
มือของเ