บดีว่าเป็นภาระหน้าที่ขององค์หญิงแห่งแคว้น แต่ พวกท่านกลับกระทำเรื่องชั่วช้าก่อนหน้า แล้วยังกระทำเรื่องเบาปัญญา ตามหลัง กักขังข้าไว้ในตำหนัก ก่อนจะส่งข้าแต่งออกนอกด่านไปพันลี้ยังดินแดนอนารยะ เคยคิดหรือไม่ว่าข้าเองก็แซ่เสิ่น เลือดในกายข้าเอง ก็เป็นสายเลือดของราชวงศ์?!”
วาจานี้ สุดท้ายก็แฝงความชิงชัง
ดาบในมือเสิ่นหลางร่วงหล่นลงพื้น ตัวเขาลุกไม่ขึ้นแล้ว ซ้ำยังถูก ก่นด่าไม่หยุดหย่อน ไหนเลยจะยังมีท่าทางหยิ่งผยองเช่นเมื่อครู่ได้อีกเซี่ยเวยก้าวเข้ามาหยิบดาบเปือนเลือด ถอนหายใจ “ดูเหมือนจะไม่มีใครช่วยเจ้าได้แล้วนะ”
เสิ่นหลางตวาดกึกก้อง “เสิ่นจื่ออี!”
เสิ่นจื่ออีหลับตาคล้ายสะกดกลั้นอะไรเอาไว้อย่างไรเสียสิ่งที่นางเห็นช่วงสองปีมานี้ก็ทำให้เข้าใจถ่องแท้แล้วว่า คนบางคนสมควรมีชีวิตอยู่ส่วนคนบางคนกลับสมควรตาย
แต่ถึงอย่างไรเสิ่นหลางก็เป็นพี่ชายของนาง
เวลานี้เองนางจึงลืมตาช้า ๆ หันมองเซี่ยเวยเผยท่าทีโอนอ่อนกล่าววิงวอน “ข้าร้องขอด้วยใจจริง ท่านโปรดเห็นแก่ไมตรีเก่าก่อน เหลือศพครบร่างให้เขาเถิด”
เซี่ยเวยมองนางแล้วถึงกับยิ้ม ตอบว่า “ได้”
ทว่าพริบตานั้นก็ยกมือฟันฉับ!
ประดุจเลือดแดงฉานไหลทะลักย้อมครรลองจักษุของทุกคน ศีรษะ หนึ่งพลันหล่นร่วง กลิ้งขลุก ๆ ไปตามแอ่งเลือดอุ่นมาหยุดแทบเท้าเสิ่นจื่ออี ประจวบเหมาะกับดวงตาทั้งสองเหลือกขึ้นมองพอดี อยู่ในท่าชวน สยดสยอง!
ครั้นทุกคนได้สติ เสิ่นหลางก็ถูกบั่นเศียรแล้วขุน