อย ๆ ยื่นมือดันเจียงเสวี่ยหนิงให้ถอยออกไปด้านหลัง บอก ให้นางหลบไปห่าง ๆจากนั้นจึงเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “เห็นทีว่าหัวหน้าสาขา หลู่มีเรื่องจะชี้แนะ”หลู่ไท่กลับไม่สนใจนัก ตอนนั้นเขาก็สังหรณ์ไว้แล้วว่าในศึกทงโจวมี หนอนบ่อนไส้ มาคราวนี้เจ้านิกายลอบบอกกล่าวและกำชับว่าไม่อาจปล่อยให้เซี่ยเวยออกจากเมืองหรู่หนิงไปได้โดยไร้รอยขีดข่วน จึงหัวเราะเสียงเย็น “สามปีก่อนสาวกนิกายนับหมื่นรวมถึงกงอี๋เซียนเซิงต่างสิ้นชีพโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม เจ้าไม่ใช่ทราบดีแก่ใจอยู่แล้วหรอกหรือ?!”
บังเกิดความเงียบชั่วขณะหนึ่ง
หัวหน้าสาขาทั้งหลายได้ยินเซี่ยเวยยอมรับเรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ลั่วหยางแล้ว ทว่าครานั้นท่านเจ้านิกายไม่ได้เอ่ยถึง ขณะเดียวกันก็ไม่มีผู้ใดแพร่งพราย แล้วหลู่ไท่แน่ใจได้อย่างไรกันนี่ เหล่าสาวกนิกายที่เหลือต่างมีสถานะ ต่ำต้อยจึงไม่เคยได้ยินฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สีหน้าท่าทางของผู้คนย่อมตกอยู่ในภาวะตื่นตะลึง
วันนั้นที่เซี่ยเวยบอกว่าตนเป็นคนฆ่ากงอี๋เฉิงก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องมี วันนี้…
ว่านซิวจื่อไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ไปหรอก
อีกฝั่ายคิดจะลงมือด้วยตนเอง แต่เกรงจะไม่เหลือหนทางให้เปลี่ยนใจ หากชิงลงมือก่อนทว่าหยั่งเชิงได้ไม่เหมาะสมก็กลัวจะบีบให้เซี่ยเวยหันไป ต่อต้านนิกายสวรรค์ ถึงตอนนั้นหากเซี่ยเวยหลบหนี นิกายสวรรค์ก็จะมี ศัตรูที่แข็งแกร่งเพิ่มมาอีกราย หรือหากไม่หนี จะสังหารเขาหรือไม่ก็เท่ากับสูญเสีย