เจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงห้องก็เริ่มง่วง นางฝืนล้างหน้าล้างตา รีบไป ซุกตัวนอนบนเตียงตอนอากาศกำลังเย็น
กระทั่งตื่นวันถัดมา ท้องฟั้าก็สว่างโร่
จวนแม่ทัพเงียบสงบ ไม่ได้ยินเสียงสรวลสันหรรษาเมื่อคืนอีก คาดว่างานเลี้ยงต้อนรับสิ้นสุดแล้ว นางลุกขึ้นพลางหาวหวอด ถึงอย่างไรก็พลาด ช่วงเวลามื้อเช้าไปแล้ว จึงเรียกคนตักน้ำมาให้อาบแล้วค่อย ๆ แต่งตัว จัดแจงข้าวของเตรียมไปกินอาหารอีกทีตอนเที่ยง
ไม่คาดคิดว่าเพิ่งจะเช็ดผมจนหมาด เจี้ยนซูก็เข้ามาหา
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นเต้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
เจี้ยนซูยังไม่ทันอ้าปาก นางก็ดวงตาวาว“เซียนเซิงเรียกหาข้าหรือ”
เจี้ยนซูเสียอีกที่โดนนางทำเอาตะลึงงัน ชะงักไปครู่หนึ่งถึงตอบว่า “ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงกดเสียงถามต่อ “เซียนเซิงของพวกเจ้าได้ทำของกินไว้หรือเปล่า”
เจี้ยนซูมองนางผาดหนึ่งเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าควรเผยความจริงหรือเปล่า แต่พอนึกถึงสายตาของเซียนเซิงขณะจ้องอาหารโต๊ะนั้นเมื่อสักครู่ก็เสียวสันหลัง ท้ายที่สุดจึงไม่กล้าพูดมาก เพียงพยักหน้าตอบว่า “ทำขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินดังนั้นก็ดีดตัวขึ้นยืนปรบมือร้องว่า “ข้ารู้อยู่แล้วเชียวว่าเซียนเซิงเป็นเทพเซียนอวตาร เป็นนักปราชญ์มาจุติ แม้แต่พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมก็จิตใจไม่ดีงามเท่าตลอดทางมาไม่มีอะไร อร่อย ๆ เลย ขนมแผ่นท้อก็กินจนเบื่อแล้ว งานเลี้ยงเมื่อคืนข้ายังคิดอยู่เลยว่าครัวในจวนเยี่ยนหลินฝีมือก็ถือว่าพอกินได้เท่านั้นแหละ ไม่น