ายหลังมุ่งหน้าต่อพลางตอบ “คนอยากสังหารข้ามีมากมายเกินไป”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยอย่างจนใจ “ครั้งนี้เล่าเจ้าคะ เตาฉินบอกว่าคนของนิกายสวรรค์…”
ไม่ ไม่ถูกต้อง
เตาฉินมิได้กล่าวเช่นนั้นเอ่ยถึงตรงนี้ จู่ ๆ เส้นประสาทอันเครียดตึงบางเส้นในสมองก็ไหวสั่น นางพลอยสะดุ้งตัวสั่นสะท้านประหนึ่งถูกโยนลงน้ำซึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็งตาสว่างโดยพลัน
ในช่วงเวลาวิกฤติก่อนหน้านี้ เตาฉินไม่ได้กล่าวว่า ‘นิกายสวรรค์ไม่มีทางมีมือธนูที่เก่งกาจขนาดนี้แน่’ แต่เป็น ‘ในนิกายไม่มีทางมีมือธนูที่เก่งกาจขนาดนี้แน่’ !
นิกายสวรรค์ ในนิกาย
ต่างกันคำเดียว ความนัยเชิงลึกที่ซ่อนอยู่กลับห่างเป็นหมื่นลี้!
ผู้ใดกันจะกล่าวว่า ‘ในนิกาย’ แทนที่จะกล่าวว่า ‘นิกายสวรรค์’
เปลือกตาเจียงเสวี่ยหนิงกระตุก มองเซี่ยเวยที่เดินอยู่ด้านหน้า
เซี่ยเวยกลับเสมือนไม่รับรู้ว่าภายใต้ถ้อยคำที่หยุดกะทันหันของนาง เก็บซ่อนความตกตะลึงไว้มากเพียงใด หรืออาจไม่สนใจแต่แรก เอ่ยแค่“พวกคนนิสัยชั่วช้าในยุทธภพแม้ซ่อนหัวก็ยังเผยหาง[1] ไม่มีทางฝึกคนเก่ง เช่นนี้ออกมาได้หรอกคำนวณดูแล้วคงไม่พ้นราชสำนัก แต่จะเป็นผู้ใดล้วนไม่สำคัญ ถึงครานั้นสังหารให้สิ้นก็ไม่มีปลาหลุดแหแล้ว”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดไม่ออก
เซี่ยเวยหัวเราะอยู่เบื้องหน้า “ข้านึกว่าเจ้าพอจะเข้าใจโฉมหน้าที่แท้จริงของข้าแล้วเสียอีก”
เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่คาดเดาได้กับมารู้จริงๆกับหูน่ะให้ความรู้สึก แตกต่างกัน
เจียงเสวี่ย