“ไปก็ไปสิ แพ้หมากแล้วแน่นักหรือ!”
เจียงเสวี่ยหนิงลงจากรถม้าเซี่ยเวยมา ยิ่งคิดก็ยิ่งฉุนเต็มทน นาง กัดฟันพึมพำเสียงเบาและเตะคานรถด้วยความเดือดดาล หมุนกายกระทืบเท้าเดินกลับรถตัวเอง
เจี้ยนซูขับรถม้าโดยไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
เตาฉินเห็นนางก็ก้มหน้างุด
เจียงเสวี่ยหนิงเปิดม่านพรึ่บ หย่อนก้นนั่งในรถ ยังคงรู้สึกถึงอารมณ์ที่ยากจะสงบ สมัยก่อนตอนอยู่เมืองหลวง ไยนางจึงรู้สึกว่าคนอย่างเซี่ยเวยมีพื้นอารมณ์ไม่เลวกันนะ ช่วงเวลานับตั้งแต่พบหน้าที่จินหลิงจวบจนร่วม เดินทางมาถึงบัดนี้จะเรียกว่าอารมณ์แปรปรวนก็ยังได้! ก่อนหน้านี้เห็น ยิ้มแย้ม ดูอารมณ์ดีอย่างยิ่งอยู่แท้ ๆ แทบจะทำให้นางลืมไปเลยว่าที่แท้ แล้วคนผู้นี้มีสถานะเช่นใด เคยกระทำสิ่งใด และกระทำสิ่งใดได้บ้าง ผล กลายเป็นว่าแค่คำพูดประโยคเดียวเขากลับชักสีหน้าไม่รักษาน้ำใจ!
ก็แค่เดินหมากเองมิใช่หรือ
ระหว่างทางต่อให้ไม่มีผู้ใดเล่นเป็นเพื่อนก็ไม่ตายเสียหน่อย รอจนถึงด่านชายแดนสะสางเรื่องจบก่อนเถอะ ข้าผู้นี้หลีกได้ไกลเท่าใดก็จะไปให้ไกลเท่านั้น!เจียงเสวี่ยหนิงบ่นงึมงำ ทิ้งตัวลงหมายซุกศีรษะหลับไปทั้งอย่างนั้น แต่คิดไปคิดมาดวงหน้าชวนหงุดหงิดของเซี่ยเวยก็ยังวนเวียนในสมองนาง จึงมิเพียงไม่ง่วง ตรงข้ามกลับตื่นตัวกว่าเก่า
นับว่านางผูกใจเจ็บแค้นเซี่ยเวยแล้ว
เส้นทางหลังจากนั้นไม่ต้องให้เซี่ยเวยเป็นฝั่ายชักสีหน้าใส่ นางก็ชิง ชักสีหน้าก่อนเสียจุใจ หากไม่ต้องพูดคุยก็จะไม่พูด