นแน่ ก่อนจะยิ้มบอก “สอบเคอจวี่รอบฤดูใบไม้ร่วงไม่มีอะไรนักหรอก สอบๆให้จบไปก็พอ ทว่าข้าวเปลือกเก็บเกี่ยวแล้ว คนแซ่เว่ยจำต้องกลับไปใคร่ครวญว่าจะปลูกข้าวสาลีในฤดูหนาวได้ สักหน่อยหรือไม่ หรือจะลองปลูกสิ่งที่เรียกว่ามันฝรั่งดู ไม่เพียงเติบโตไว ยิ่งนัก ซ้ำยัง…”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกอ่อนล้าจากส่วนลึกของหัวใจ รู้สึกเหมือนมีนก นับร้อยนับพันตัวร้องจิ๊บๆ ๆ ข้างหู ฟังจนปวดเศียรเวียนเกล้า ไม่รู้เลยว่าตนกำลังอยู่แดนสู่หรือเจียงหนิง[2]กันแน่ แม้แต่เท้ายังพานจะไถลล้ม
ครู่ใหญ่ ๆ เว่ยเหลียงก็สาธยายจบ
ก่อนจะถามเจียงเสวี่ยหนิงดวงตาเป็นประกาย “แม่นางผู้ว่าจ้าง คิดเห็นเช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงคืนสติกลับมา ไม่กล้าบอกว่าตนฟังไม่รู้เรื่องสักอย่าง ขบคิดถึงวิธีรับมือคนผู้นี้ในชาติก่อนแล้วก็เค้นรอยยิ้มเหมือนกำลังตื่นเต้นยินดียิ่ง “ข้าว่ายอดเยี่ยมมาก!”
เว่ยเหลียงกระตือรือร้นทันควัน “เช่นนั้นข้ากลับไปแล้วจะลงมือ ตามนี้!”
สิ้นคำเขาก็ค้อมกายคารวะแล้วผละไป ไร้ความคิดจะรั้งอยู่ต่อโดย สิ้นเชิง
เหลียนเอ๋อร์ถังเอ๋อร์อยู่ด้านหลังยังมองแล้วอึ้งงัน
รอยยิ้มบนหน้าเจียงเสวี่ยหนิงหายวับ ถามพวกนางว่า “เมื่อครู่เขา บอกจะปลูกอะไรนะ”
ทั้งคู่มองหน้ากันและกันแล้วสั่นศีรษะ
ประเสริฐ ไม่มีใครฟังรู้เรื่องเลยสักคน
จะอยากปลูกสิ่งใดก็ปลูกไปเถอะ
เจียงเสวี่ยหนิงเปิดสมุดบัญชีที่เว่ยเหลียงมอบให้ เหลือบดูเพียงตัวเลขไม่กี่ตัวที่จดลงท้าย คิ้วบางดั