เอ่ยเบาๆ “ท่านเดินทางมาไกลโพ้นเพื่อถามคำเดียวแล้วเมื่อข้ากล่าวสิ่งใดท่านก็เชื่อสิ่งนั้น ไม่ต้องการหลักฐานเลยสักนิดอย่างนั้นหรือ”
“อ้อ” เว่ยเหลียงคล้ายเพิ่งตระหนักได้ ทว่าหลุดจากความคาดหมายของเจียงเสวี่ยหนิง เขาไม่ได้สอบนางถึงหลักฐานสืบต่อ กลับส่งยิ้มและหยัดร่างประสานมือโค้งคารวะ “กล่าวตามตรงผู้น้อยรู้สึกว่าแม่นางมิใช่ ผู้ที่จะโกหกหลอกลวงใคร ชาวนาเช่าที่ดินแม้ไม่เคยพบแม่นาง ทว่าแม่นาง ก็ไม่เคยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างโหดร้าย มิได้เรียกเก็บค่าเช่าราคาสูง ขามา ผู้น้อยยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คิดแต่ว่าแม่นางเป็นคนดีขนาดนี้หาก ทำงานรับใช้นิกายสวรรค์จริง ผู้น้อยก็ยังไม่ทราบเลยว่าควรเลือกทางใด ยามนี้เมื่อท่านกล่าวว่าตนมิใช่ทำเพื่อนิกายสวรรค์ ผู้น้อยจึงกล้าเชื่อมั่น”
“…”
ชาติที่แล้วที่คนผู้นี้ไม่ถูกใครฆ่าตาย เป็นเพราะมีนางดูแลอยู่เบื้องหลังจริง ๆ สินะ
เจียงเสวี่ยหนิงมองฟั้าไร้ถ้อยคำ
นางตัดสินใจว่าจากนี้จะส่งคนมีฝีมือสองสามคนไปอยู่ข้างกาย เว่ยเหลียง กันไม่ให้วันไหนเขาออกจากบ้านแล้วถูกกระทืบ ต่อมาจึงผ่าน หัวข้อนี้ไป ถามแค่ว่า “อย่างไรเสียก็มาถึงที่นี่ คุณชายเว่ยจะดื่มชาชนิดใด”
เว่ยเหลียงรีบตอบ “ไม่ต้องหรอก ผู้น้อยยังมีธุระติดพัน”
เจียงเสวี่ยหนิงตริตรอง แล้วถามว่า “ต้องเตรียมตัวสอบเคอจวี่รอบ ฤดูใบไม้ร่วงหรือ”
เว่ยเหลียงชะงักค้าง ประหนึ่งกำลังประมวลผลว่า ‘สอบเคอจวี่รอบ ฤดูใบไม้ร่วง’คือของพรรค์ไหนกั