ตดังใจปรารถนาต้องก้มหน้าทำงานอันยากเข็ญ
นึกไม่ถึงว่า เว่ยเหลียงผู้นี้หลังจากอึ้งไปชั่วขณะกลับเปียมล้นด้วย ความปรีดา นัยน์ตาดุจส่องแสงสว่างไสว กระทั่งใบหน้ายังแดงก่ำ โค้งคำนับเก้ ๆ กัง ๆ ตอบว่า “เรื่อง เรื่องเช่นนี้จะกล้ารบกวนพระองค์ได้เช่นไร”
ครานั้นเจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจโดยแท้ นี่มันท่าทีตอบรับแบบใดกันแน่นางเหน็บแนมแฝงในถ้อยคำเป็นมิตรอีกหลายประโยค แต่ไม่ทราบ ว่าเว่ยเหลียงเลอะเลือนจริงหรือแสร้งเลอะเลือน ยังเข้าใจว่านางชมเขาอยู่ ยิ่งยิ้มเจิดจ้ากว่าเก่า
ลงท้ายก็เป็นเจียงเสวี่ยหนิงที่สับสนเต็มที พอเห็นเขาไม่ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย นางก็สะบัดแขนเสื้อฮึดฮัดจากไป
คืนนั้นนางจึงฟั้องเสิ่นเจี้ย
เล่าว่าเว่ยเหลียงเป็นคนเช่นนั้นเช่นนี้ เอาแต่ประจบประแจงตน มิใช่ขุนนางที่ดี พึงส่งไปมณฑลห่างไกลให้เขาได้ทบทวนตนเอง ในเมื่อชอบ เพาะปลูกนักก็เชิญปลูกเสียให้เต็มอิ่มเถอะเสิ่นเจี้ยย่อมปลอบนางอย่างช่วยไม่ได้ โอ๋ว่าอย่าโกรธไปเลย
เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังคิดว่าเสิ่นเจี้ยเข้าข้างทั่นฮวาน่าชิงชังผู้นี้อยู่ดี
ปรากฏว่าวันต่อมาจึงได้ยินข่าว ขณะออกว่าราชกิจ เสิ่นเจี้ยออก หนังสือโยกย้ายลากเว่ยเหลียงพ้นสภาฮั่นหลินโยนไปเป็นนายอำเภอประจำเกาโหยว
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงยินดีนัก
เสิ่นเจี้ยเองไม่กล่าวกระไร ยามค่ำกินอาหารร่วมกันก็เพียงมองนาง ยิ้ม ๆ ถามว่าคราวนี้พอใจแล้วหรือไม่
เจียงเสวี่ยหนิงสุขีจนหางชี้ฟั้า
นางคิดว่า เว่ยเหลี