่ากินได้อีกหรือ
โทสะนางพุ่งทะยาน คนแซ่เว่ยดูซื่อ ๆ แต่ที่แท้ล่วงเกินนางยิ่งกว่า บรรดาขุนนางเฒ่าผู้มากชื่อเสียงและคุณธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กันใน ราชสำนักเสียอีก ฉวยโอกาสสบประมาทนางชัด ๆ !วันหนึ่งฮ่องเต้พระราชทานงานเลี้ยงที่อุทยานหลวง เจียงเสวี่ยหนิงจึงหาโอกาสดึงตัวเว่ยเหลียงออกมาสนทนาตามลำพัง
เว่ยเหลียงคล้ายไม่รับรู้ถึงหายนะที่ตนกำลังจะประสบแม้แต่น้อย ยังถามเจียงเสวี่ยหนิงอีกว่ากินผลไม้แล้วคิดเห็นอย่างไรบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงแทบจะเรียกคนมาลากเขาไปบั่นศีรษะอยู่รอมร่อ
ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ครองตำแหน่งทั่นฮวาที่ฮ่องเต้เลือกเอง นางย่อมไม่มีอำนาจจะไปลงมือโจ่งแจ้ง จึงปันยิ้มแล้วบอกเขาว่าตนชื่นชอบสิ่งที่ส่งมาให้มาก ในเมื่อเขาสนอกสนใจเรื่องพืชผักผลไม้ขนาดนี้จะรั้งอยู่ในสภาฮั่นหลินต่อก็เสียเปล่าเกินไป หากจะส่งตัวออกไปเป็นข้าราชการ ท้องถิ่นแก่ประชาชน ให้ไปสอนพวกเขาทำสวนทำไร่จะดีหรือไม่ นางจะ ช่วยเจรจากับฮ่องเต้ให้แทนด้วย
ตามหลักแล้ว ขอเพียงเป็นขุนนางที่มีสมองสักเล็กน้อยในราชสำนัก เมื่อได้ยินคำพูดนี้ล้วนต้องตื่นกลัวจนสองขาสั่นระริก เหงื่อกาฬโชกศีรษะ
ด้วยถ้อยคำดังกล่าวคือการข่มขู่อันชัดแจ้งในตัวมันเอง
การอยู่ในสภาฮั่นหลินคือการได้เป็น ‘ตัวเต็ง’โดยมากย่อมมีโอกาส อยู่รับราชการในเมืองหลวงต่อ แต่หากยังไม่ทันสร้างบารมีก็ถูกส่งไปเป็นข้าราชการต่างมณฑล คนเหล่านั้นก็คือข้าราชการชั้นล่างที่ไม่อาจใช้ชีวิ