นอยู่หลังเขา รู้สึกเสียหน้าเหลือทน อยากแย้งแต่ก็ พูดไม่ออก ได้แต่กลืนความขุ่นเคืองลงท้อง
เว่ยเหลียงกลับพรูลมหายใจยาวราวกับเพิ่งรอดพ้นวิกฤติก็ไม่ปานจากนั้นเสิ่นเจี้ยกับเจียงเสวี่ยหนิงก็กลับวังเรื่องนี้จึงปิดฉากลงชั่วคราว ในวังหลวงคนสู้คน ผีชนผี ไม่นานนางก็ลืมเรื่องนี้จนสิ้น
ทว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึง กลางฤดูร้อนปีถัดมาขณะนางกำลังสอนบรรดา นกขุนทองพูดตรงทางเดินนอกตำหนักคุนหนิง ก็เห็นเลขาธิการพระราชวังนำทางขันทีหลายคนยกบางสิ่งเข้ามา
มองแล้วล้วนเป็นผลไม้รูปร่างพิสดาร
ยังมีชนิดที่งอกหนามแหลมจนทั่วอีกต่างหากเหมือนลูกตุ้มดาวตก[3] ยักษ์ไม่มีผิด
เมื่อไถ่ถามจึงได้รู้ว่าอาลักษณ์หลวงท่านหนึ่งแห่งสภาฮั่นหลินนามว่าเว่ยเหลียงตั้งใจถวายให้พอทูลถามฮ่องเต้ก็ส่งคนนำของมามอบให้นาง
เจียงเสวี่ยหนิงนึกเหตุการณ์เริ่มแรกไม่ออกสักนิด หลังขันทีจากสำนักพระราชวังออกไปนางก็พินิจพิเคราะห์ผลไม้ร่วมกับเหล่านางข้าหลวงในตำหนักอยู่นาน
บ้างรสชาติดี บ้างยังไม่ทราบว่าควรทำเช่นไรกับมัน
ในที่สุดความสนใจของทุกคนจึงมาหยุดที่ผลซึ่งปกคลุมด้วยหนาม แหลมจนทั่ว เห็นเรียกว่าทุเรียนหรืออะไรสักอย่าง ต้องเปิดเปลือกด้านนอกกินเนื้อข้างใน ดังนั้นจึงสั่งให้ขันทีน้อยหยิบมีดมาผ่าเปิดอย่างยากลำบาก
ผลลัพธ์คือ…
กลิ่นรมทุกชีวิตในตำหนักคุนหนิงตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่างแทบ ลมจับ เจียงเสวี่ยหนิงยังถึงขั้นยากจะลืมเลือนไปทั้งชีวิต!
ของพรรค์นี้ยังกล้าบอกว