เว่ยเหลียงเปิดนาฬิกาพกอันประณีตที่ซื้อมาจากพ่อค้าปัวซือเป็น รอบที่สามเพื่อดูเวลาทิวทัศน์บนถนนด้านนอกสับเปลี่ยนไม่ซ้ำ สามพันลี้สู่ภูมิภาคหวายหยาง[1]เป็นช่วงเดือนที่สองของสารทฤดูพอดี ลมเย็นโชยพัด ใบไม้ร่วง ส้มจี๊ดประดับทั่วเมือง เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและรุ่งเรือง สุดคณานับ
ทว่าเขาไม่เหลือใจจะไปชื่นชม ตรงข้ามกลับบังเกิดความกระวน กระวายที่ไม่อาจสะกด
จะต้องพบคนผู้นั้นแล้ว
เขาเริ่มกังวลว่าครานี้อาจกระทำเกินควรจนกลายเป็นนำหายนะใดมาสู่ตนหรือไม่
เรื่องต้องเริ่มเล่าจากฤดูร้อนปีที่แล้ว
เวลานั้นเว่ยเหลียงยังศึกษาอยู่สำนักบัณฑิตซวงจงในหยางโจว แม้ ไม่อาจเรียกว่าเป็นบัณฑิตผู้ล้ำเลิศไร้ใครเทียบเทียม แต่ก็นับว่ามีชื่อเสียงขจรขจายแถบเจียงหนาน ทั้งยังเป็นที่จับตาในฐานะผู้ชิงเจี้ยหยวน[2]ในการ สอบเคอจวี่รอบฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น
นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งขณะล่องทะเลสาบและกำลังจะทิ้งเรือขึ้นฝัง เขา ก็ได้พบแม่นางพิลึกพิลั่นรูปร่างแบบบางอรชร แต่งกายพัสตราภรณ์เลอค่า แค่ไข่มุกที่แขวนบนติ่งหูก็ไม่ทราบว่ามูลค่ากี่พันตำลึงเงิน ทว่าชุดผ้าไหมหางโจวสีเหลืองอ่อน กลับเปรอะโคลนราวกับเพิ่งลากชุดขึ้นมาจากหล่ม กระทั่งส่วนศีรษะยัง ไม่รอดโดยเฉพาะดวงหน้ายิ่งคล้ายเร่งเช็ดโคลนออกทว่าไม่สำเร็จจน ลายพร้อยกว่าเก่า
ยามเห็นกลุ่มบัณฑิตของพวกเขาขึ้นฝัง นางก็เข้ามาหาทันที
กลุ่มที่คบหาเว่ยเหลียงล้วนเป็นคนหนุ่มเก่งกล้าสามารถมากการ ศึกษา ปกติย