บข้างปลูกกล้วยไม้ในกระถาง เขากลับคบหาคนต่างเชื้อชาติอย่างปัวซือและเซ่อมู่[5]จนสนิทสนมไม่น้อยแล้วปลูกบางสิ่งซึ่งโตมาหน้าตาอัปลักษณ์เหลือรับในกระถางเครื่องลายคราม เรียกว่ามันฝรั่งอะไรสักอย่าง…
สมัยยังเล็ก ผู้คนรอบข้างคิดว่าเขาเล่นสนุกไปเรื่อย
จวบจนอายุมากหน่อย ผู้อาวุโสในบ้านจึงตระหนักถึงพื้นนิสัยหลุด กรอบครรลองดั้งเดิมของเขาในที่สุด ค้นหนังสือปฏิทินเอยตำราเกษตรกรรมเอยออกมาเผาสิ้น ให้เขาลิ้มรสการอบรมยกชุดอย่างไร้ปรานี บอกเขาว่า หากสอบไม่ผ่าน กลับมาจะได้เห็นดีกัน
เว่ยเหลียงเลย ‘รู้จักกลับตัวกลับใจ’ นำหัวสมองอันฉับไวไปใช้กับ ‘ครรลองที่ถูกต้อง’ อย่างการร่ำเรียนหนังสือ เขียนบทความการเมืองศึกษาตำราขงจื่อ ผ่านไปไม่กี่ปีนับว่าสวรรค์ย่อมไม่มองข้ามผู้มีความเพียร พอจะมีชื่อเสียงเหมือนผู้อื่นบ้าง
จากบ้านเกิดมาศึกษาหาความรู้ที่หยางโจว
ในสำนักบัณฑิตซวงจงไม่มีผู้ใดคอยคุม ว่างเมื่อใดเขาจะใช้มีดกรีด มันฝรั่งที่ขุดมาจากแถวนั้น ซ้ำยังเผาให้มิตรสหายกินประหนึ่งเผามันเทศแน่นอนว่าหลังจากหนึ่งในนั้นท้องร่วงก็ไม่มีใครกล้าลองกินของจากเขา อีกเลย
อาจกล่าวได้ว่า เว่ยเหลียงไม่เคยนึกเคยฝันเลยว่าในดินแดนหยางโจวแห่งนี้จะมีคนรู้ว่าแท้จริงแล้วเขามิได้นิยมศึกษาตำรา แต่ชมชอบการทำ เกษตร!
คล้ายแม่นางคาดเดาได้แต่แรกว่าเขาจะตกตะลึง นางไม่ได้ตอบ คำถาม แค่มองมาพลางพูดยิ้ม ๆ “หากข้าบอกว่าขณะนี้มีผืนดินเปล่าหลายพันหมู่[6] คอยใ