่นไร
แม่นางส่งยิ้มให้เขา “ได้ยินมาว่าคุณชายเว่ยศึกษามาทางด้านนี้จน ล้ำลึกไม่เบาทีเดียว วันนี้จึงตั้งใจมาขอคำปรึกษา”
ในที่สุดเว่ยเหลียงก็ข่มความใคร่รู้ไม่อยู่“ทางด้านนี้หรือ”
มุมปากแม่นางแย้มออก “ทำเกษตร”เว่ยเหลียง “…”
พริบตาที่ได้ยินสองคำดังกล่าว หนังตาเว่ยเหลียงแทบกระตุก กระทั่งหนังศีรษะยังชาวาบฉับพลัน ตื่นตระหนกประหนึ่งความลับลึกสุดในใจตน ถูกผู้อื่นล่วงรู้
เขาตกตะลึง “ท่านทราบได้อย่างไร?!”
ปัจจุบันพอหวนนึกถึงเหตุการณ์นั้น แท้จริงยังแฝงความน่าขันอัน กล่าวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่ก็ยากจะปฏิเสธอยู่ดี อย่างน้อย ๆ ใจเขาก็ยังแอบหวาดหวั่น มิใช่เพราะกลัวถูกผู้อื่นรู้ แต่กลัวคนในครอบครัวมาสร้างความ ยุ่งยาก
บัณฑิต เกษตรกร ช่างฝีมือ พ่อค้า
บัณฑิตจัดอยู่ขั้นสูงสุด เหตุผลที่คนพากเพียรเรียนหนังสือเป็นสิบปี ก็เพื่อกระโดดข้ามประตูมังกร[3]ไปเป็นคนเหนือคนเข้าสักวัน รองลงมาค่อยนับเกษตรกรรมเป็นหลักและการค้าเป็นรอง
ตระกูลบัณฑิตท่องตำรามาหลายชั่วอายุคนย่อมไม่เห็นสามขั้นด้านล่างอยู่ในสายตา
ทว่าเว่ยเหลียงต่างจากผู้อื่นมาตั้งแต่เล็ก ยามเห็นฝนตกจากฟั้า น้ำไหลบนดิน เขาก็คิดจะถกให้ถึงแก่น วัน ๆ เอาแต่พลิกอ่านหนังสืออย่างปฏิทินดาราศาสตร์ เมื่อเห็นทุ่งนาการทำไร่ การหว่านเมล็ดรดน้ำ การ แตกหน่อของต้นกล้า เขาก็ต้องการสืบค้นให้เข้าใจ ย่องเข้าร้านหนังสือแอบซื้อตำรา ‘สารานุกรมเกษตรกรรมจีนโบราณ[4]’ กลับมา ต่อมาในขณะที่คนรอ