ตัวเถิด”
ภายหลังเขาหวนนึกถึงการตัดสินใจอันแสนย่ำแย่ในชั่วขณะอันสับสนนี้อยู่หลายหน เรียกว่าปาชื่อเสียงตนทิ้งใส่ใต้เท้าผู้อื่นเลยก็ยังได้…
หากไม่ร้อนตัวแล้วมีสิ่งใดต้องเลี่ยงจะพูดถึงด้วย
หลังจากนั้นทำเอาลือกันไปทั้งสำนักบัณฑิตว่าเขาไปพัวพันผิดวิสัย กับแม่นางลึกลับผู้หนึ่งเรื่องนี้ถูกนำมาล้อประจำ ซ้ำยามไถ่ถามอีก เขาก็ดันจนปัญญาจะอธิบายความเป็นมาเป็นไป ช่างคับอกคับใจเกินทน
เพียงแต่เวลานั้นสมองยังคิดไม่ทัน จึงไม่คำนึงถึงผลการกระทำแม่นางคนนั้นยิ้มแล้วโค้งคำนับ
ท้ายสุดยังโบกมือกล่าวกับสหายของเขาอย่างสุดแสนเป็นธรรมชาติ “ผู้น้อยกับคุณชายเว่ยขอตัวไปสนทนากันก่อน ในเวลาอันสั้นย่อมคุยไม่จบขอคุณชายทุกท่านอย่าได้คอยต่อเลย หลังจากนี้ข้าย่อมส่งเขากลับสำนักบัณฑิตแน่นอน”
เหล่าสหายเข้าใจว่าตนเองรู้กาลเทศะ ต่างยิ้มซุกซนและแยกย้าย
แสงสายัณห์อาบท้องน้ำ ครึ่งทะเลสาบมีคลื่นกระเพื่อม
กิ่งหลิวริมฝังเหี่ยวแห้งหมดแล้ว เหลือไว้แต่เขากับแม่นางที่เห็น หน้าตาไม่ชัดยืนประจันหน้าประเมินกันและกัน
เว่ยเหลียงมุ่นคิ้ว “ผู้น้อยกับแม่นางคล้ายไม่รู้จักกันมาก่อนนะ”
แม่นางเอามือไพล่หลังกล่าว “คุณชายเว่ยไม่รู้จักข้าก็จริง แต่ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงคุณชายเว่ยมานานทีเดียว”
เว่ยเหลียงไม่เข้าใจ “แม่นางชอบศึกษาตำราด้วยหรือ”
แม่นางส่ายศีรษะ “เกลียดที่สุดคือการศึกษาตำรา ระยะนี้พอจะมี งานอดิเรกอื่น”
เว่ยเหลียงไม่ทราบว่าควรต่อบทสนทนาเช