งที่ประเมินเขาดูแปลกใจ นางกลอกตาซ้ายขวาไม่ทราบกำลังขบคิดสิ่งใด ผ่านไปชั่วครู่จึงเลิกคิ้ว “จะให้ข้ากล่าวตรงนี้จริงหรือ”
เว่ยเหลียงใจสะดุด ตอบตามสัญชาตญาณ“หามีเรื่องใดมิอาจกล่าว ต่อหน้าผู้อื่นไม่”
นางมองเขาอย่างจริงจัง ทวนคำอีกรอบด้วยท่าทีลึกลับ “คุณชายเว่ย ขอท่านตรองให้ดี จะให้กล่าวตรงนี้จริงหรือ”
ชั่วขณะนั้น สมองเว่ยเหลียงบังเกิดภาพนับหมื่นพันวาบผ่าน ความ กังขาต่อตัวเองไม่รู้กี่รูปแบบพรั่งพรูในคราวเดียว หลังจากมาศึกษาที่หยางโจวข้าเคยกระทำผิดต่อแม่นางผู้ใดไปหรือไม่ เคยสัญญาต่อนางคณิกาในหอนางโลมทว่ามิได้ทำตามคำพูดหรือไม่ เดินบนถนนกลางค่ำกลางคืน เคยเก็บของไม่เหมาะสมแล้วมิได้คืนเจ้าของหรือไม่ ขณะอยู่ในสำนัก บัณฑิตยังระมัดระวังวาจาท่าทีไม่เพียงพอจนไปล่วงเกินใครเข้าแต่ไม่ทัน รู้ตัวหรือไม่
ทว่าคำตอบล้วนคือไม่
ครอบครัวเขาแม้จะมิได้มั่งคั่งแต่ก็ใช่ว่ายากจน ยังพอมีวิสัยทัศน์และความคิดอ่านพื้นฐาน ประการแรก พวกเขาย่อมไม่ถึงขั้นทำเรื่องเลยเถิด ที่จะนำพาปัญหามาจ่อถึงหน้าประการถัดมา ต่อให้ทำจริงก็ไม่ถึงขั้นเหลือจุดอ่อนชัดเจนไว้ให้ผู้อื่นกุมได้ทว่าท่าทีของแม่นางท่านนี้…
หรือตนจะเผลอพลาดพลั้งตรงไหน
สายตาคนรอบด้านจับอยู่ที่เขาประดุจเข็มทิ่มแทง
เว่ยเหลียงชักประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
สุดท้ายก็สู้การตีกันระหว่างเหตุผลกับความรู้สึกในสมองไม่ไหว กระแอมทีหนึ่งแล้วกล่าวอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “เช่นนั้นออกไปคุยส่วน