รถม้าห้อตะบึงออกจากเมืองหลวง
ประตูเมืองมหึมาเบื้องหลังปิดลงอย่างเชื่องช้าท่ามกลางแสงสายัณห์ สีแดงทอง สีสันแห่งค่ำคืนค่อย ๆ อาบย้อมตามระยะที่ห่างออกมาจาก เมืองหลวง คลี่คลุมม่านฟั้ากลายเป็นสีดำ ซุกซ่อนเสียงคึกคักจอแจที่มี แต่เดิม เสียงกุบกับของกีบม้าบนทางหลวงพลอยถนัดชัดขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งนิ่งงันในรถเป็นเวลานาน
ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว เลิกม่านหน้าต่างมองไปด้านหลัง โคมสว่างไสวเหนือหอประตูเมืองห่างไกลสายตาขึ้นทุกที ค่อย ๆ มืดมัวดุจดวงดาวที่ ประดับบางตาบนท้องนภาในราตรีอันเหน็บหนาว
นางเคยคิดมาตลอดว่า หากมีวันใดที่ตนได้ละทิ้งทุกสิ่งและก้าวออก จากเมืองหลวง วันนั้นคงสุขสันต์เปรมปรีดิ์ดั่งปักษาหลุดจากกรง
ทว่าความเป็นจริงนั้นกลับตาลปัตรจากที่คาด
แต่ละประโยคอันสิ้นหวังทว่าเด็ดเดี่ยวของเซี่ยเวยก่อนจากลาไม่ผิด อะไรกับคำสาปร้ายแปรเป็นผืนเมฆดำและระลอกลมหนาว หมุนวนใน สมองและปกคลุมหัวใจนางระลอกแล้วระลอกเล่า จะกำจัดก็ไม่หาย จะ ขับไล่ก็ไม่ไป
ใต้หล้านี้ที่แท้แล้วไร้ซึ่งอิสรภาพอันแท้จริง
ต่อให้หนีไปสุดหล้าฟั้าเขียว ตราบใดยังเหลือความอาวรณ์…
ก็ย่อมถูกกักขังในกรงไปตลอดกาล!
เขาจะไปเข้าใจอะไร
เขาเพียงกำลังข่มขู่นาง กดดันนาง เพราะไม่อยากให้นางออกจาก เมืองหลวงก็เท่านั้น!
เจียงเสวี่ยหนิงเบือนสายตากลับ หลับตาลงช้า ๆนางฝืนจัดระเบียบความคิดอันยุ่งเหยิง นับเสียงยามคนขับเบื้องหน้าสะบัดแส้ม้าเพื่อให้ตนไม่ต้องไปขบคิ