ยามนี้เวลานี้พวกนางสองคนมิได้อยู่กันตามลำพัง ทว่าอยู่หน้าประตูตำหนักหมิงเฟิงท่ามกลางสายตาธารกำนัล การตบเสียงดังสนั่นของเสิ่นจื่ออีถือว่าไม่ต้องการไว้หน้าเซียวซูแม้แต่น้อย
นางสมควรได้รับความอับอาย
แม้แต่เซียวซูยังนึกว่าตนจะอับอาย อย่างไรก็ตามจิตใจกลับสงบเยือกเย็นโดยมีเพียงคำว่า ‘ก็สมควรแล้ว’ เท่านั้น นางยกมือลูบใบหน้าเบา ๆเอ่ยด้วยระดับเสียงแผ่วเบาราวกับไอหมอก“หากเลือกไม่ต่ำช้าได้ ใครบ้างจะไม่อยากใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติ หม่อมฉันเองก็มีคำพูดประโยคหนึ่งอยากทูลองค์หญิงเช่นกัน”
เสิ่นจื่ออีแทบมองนางด้วยสายตาสมเพช
เซียวซูกลับไม่รู้สึกว่าตนมีสิ่งใดให้อับอายนางลดมือลงมองฝั่ามือตัวเอง ความเกรี้ยวกราดภายในดวงตาอันตรธานสิ้น นางเอ่ยว่า “หม่อมฉันคิดมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าองค์หญิงดื้อรั้นอวดดีเช่นนี้ หากหม่อมฉันเป็นพระองค์ก็ย่อมประพฤติเช่นเดียวกัน พระองค์ประทับอยู่เบื้องสูง ไม่ทรงทราบความทุกข์ยากของมนุษย์ ย่อมไม่ทรงรู้จักความลำบากของผู้เป็นข้าราชบริพารและข้าทาสบริวาร”
เสิ่นจื่ออีไม่ปริปาก
เซียวซูยิ้มหวานให้นาง “เชิญเสด็จเถอะเพคะองค์หญิง”
ฮ่องเต้เสิ่นหลางและเซียวไทเฮาทรงรออยู่พักใหญ่แล้วจริง ๆ
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยก็ทรงอยู่ด้วย
อาจเพราะผลการเลือกพระชายาเมื่อเดือนก่อนไม่สมพระทัยนัก แม้งานอภิเษกสมรสจะจัดเดือนหน้า แต่สีพระพักตร์กลับหมดอาลัยตายอยาก เหมือนไม่ทรงพระเกษมสำราญเท่าไรนางกำนัลกราบทูลจากภายนอกก่อ