า ๆ ของสตรีผู้นี้เสีย
แต่นึกดูอีกทีก็อดทนไว้
เขาเปล่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาด เลิกชายเสื้อคลุมด้วยท่าทีสบาย ๆ และนั่งลงข้างโต๊ะตัวหนึ่งภายในห้องโถง ครุ่นคิดเพียงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะกลับมาเมื่อใดหนอ
นึกไม่ถึงว่านั่งไปได้สองเค่อและรอจนเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังไม่กลับ ทว่ามีเสียงหวดบังเหียนม้าดังมาจากนอกโรงเตี๊ยมสู่เซียง
ร่างของชายฉกรรจ์บนหลังม้ายังไม่ทันเข้าโรงเตี๊ยม เสียงแหบพร่าซึ่งเกิดจากการเดินทางรอนแรมหลายวันจนลำคอแห้งผากก็ดังเข้ามา
ในความเหนื่อยล้าระคนความปีติยินดีเป็นล้นพ้น
เขาตะโกนว่า “มีข่าวของนาเกลือตระกูลเหริน! เป็นสุดยอดข่าวดีอันยิ่งใหญ่เชียวละ…”
รอยฝั่ามือบวมแดงยังคงปรากฏแจ่มชัดบนใบหน้าโหยวเย่ว์ นางกำลังประคบด้วยผ้าชุบน้ำคิดอย่างชั่วร้ายว่าหากวันหน้าถึงทีของตนเมื่อไรต้องทำให้เจียงเสวี่ยหนิงได้เห็นดีกันแน่ ส่วนอีกทางก็กำลังร้อนใจว่าเหตุใดข่าวจากนาเกลือตระกูลเหรินยังมาไม่ถึงเสียที
เมื่อได้ยินเช่นนี้นางจึงผุดลุกพรวดพราด
แล้วเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “ข่าวดีอันใด”
ทุกคนในโรงเตี๊ยมสู่เซียงแทบจะกรูเข้าหาทันที เกิดเสียงถามไถ่ดังระงมจนกลบเสียงของโหยวเย่ว์ ทำให้ไม่มีผู้ใดสนใจนางมากนัก
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางรอนแรมมานาน
เสื้อนวมบุฝั้ายเต็มไปด้วยฝุั่นดิน ใบหน้าคล้ำเหลือง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ริมฝีปากปริแตกแห้งผากทว่านัยน์ตาทั้งคู่กลับวาวโรจน์มีชีวิตชีวาเปล่งป