ๆ หัวเราะพร้อมแสดงท่าทีรู้สึกผิดยิ่งนัก “ขอโทษจริง ๆ หมู่นี้คุณหนูรองเจียงมีท่าทีเซื่องซึม อีกทั้งไม่ค่อยพูดจา ข้าจึงรู้สึกเหมือนไม่เห็นว่ามีตัวตน ครั้งนี้เผลอเดินผ่านยังคิดอยู่เลยว่าข้างหน้าไม่มีคน คงไม่ได้ชนจนเหยียบเท้าเข้าหรอกนะ”เจียงเสวี่ยหนิงมองสำรวจนางโดยไม่ได้สำแดงฤทธิ์เดชอันใด กลับพูดเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างแทน “ช่วงนี้คุณหนูโหยวดูเปลี่ยนไปนะ”
โหยวเย่ว์นิ่งอึ้ง “อะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงฉีกมุมปาก เผยรอยยิ้มแฝงความนัยลึกซึ้ง “อ้วนขึ้นเล็กน้อย”
ต้าเฉียนยึดถือความผอมเพรียวเป็นความงาม
โหยวเย่ว์ได้ยินนางพูดเช่นนี้สีหน้าก็แปรเปลี่ยนในบัดดล ยกมือลูบคลำใบหน้าโดยไม่รู้ตัว คิดว่าช่วงนี้ตนเตรียมตัวสารพัดเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง ผิวพรรณดีขึ้นไม่น้อย อีกทั้งยังระมัดระวังไม่กินอาหารที่มันเกินไป ย่อมไม่มีทางอ้วนขึ้นแน่
ดังนั้นจึงเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “พูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย!”
พอกล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อและทิ้งเจียงเสวี่ยหนิงไว้ข้างหลัง เดินตรงไปยังรถม้าจวนชิงหย่วนปั๋อที่มารับ
แต่เพิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ใจหายวาบ
เนื่องจากสาวใช้ที่คอยรับใช้นางกำลังยืนทำหน้าแตกตื่นอยู่ข้างตัวรถ แสดงอาการทั้งหวาดกลัวและลนลาน ครั้นเห็นนางก็ร้องเรียก“คุณหนู” จากนั้นน้ำตาก็ไหลริน
โหยวเย่ว์กระวนกระวายสุดขีด “มีอะไร”
สาวใช้หวาดกลัวอย่างยิ่ง ตอบด้วยอาการสั่นเทาว่า “นาเกลือ นาเกลือแดนสู่เกิดเพลิงไหม้ไหม้ไ