แค่ดูสีหน้าของแต่ละคนโดยรอบ เพียงใช้ฝั่าเท้าก็เดาได้แล้วว่าเรื่องนี้น่าตกตะลึงพรึงเพริดขนาดไหนในสายตาของทุกคน รอยยิ้มฝืดฝืนที่ประดับบนใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงปริแตกเล็กน้อย
นางก็อยากสนใจเขาอยู่หรอก
ทว่าพอนึกถึงเรื่องที่จะถูกเซี่ยเวยเอาโทษหากไปยุ่งเกี่ยวกับคนผู้นี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่กล้าเผยรอยยิ้มสนิทสนมแม้แต่น้อย ตัดความสัมพันธ์ด้วยความสุภาพอย่างยิ่ง “ข้าไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยกับซื่อจื่อ ขอซื่อจื่อโปรดอย่าล้อข้าเล่นเลยเจ้าค่ะ”
ล้อเล่น?
สตรีเปลี่ยนสีหน้ารวดเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าตำราเสียอีกนะ
ก่อนหน้านี้ยังพูดอยู่เลยว่า ‘ถึงเมืองหลวงแล้วข้าจะดูแลท่านเอง’
เซียวติ้งเฟยกลอกตา แต่บ่นในใจก็ส่วนบ่นแค่ใช้สมองหน่อยก็รู้สายสนกลในที่แอบแฝงแล้วมิหนำซ้ำหากเจียงเสวี่ยหนิง ‘สมคบคิด’ กับเขาต่อหน้าธารกำนัลต่างหากถึงจะเรียกว่าโง่งม เขาจึงเปลี่ยนท่าทีกลับมาแสดงความหน้าด้านไร้ยางอายอย่างที่ทุกคนคุ้นชิน พึมพำว่า “หญิงงามในเมืองหลวงเย่อหยิ่งชะมัด ยากจะสยบได้จริงๆ!”
ทุกคนด้านหลังเขาสีหน้าแปรเปลี่ยน
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยยืนอยู่ด้านหลัง เนื่องจากได้รับการฝากฝังจากเยี่ยนหลินให้ดูแลเจียงเสวี่ยหนิง มิหนำซ้ำยังไม่รู้ความนัยแอบแฝง นึกว่าเซียวติ้งเฟยถูกราคะครอบงำจิตใจจนไปพูดจาเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เขาจึงย่นหัวคิ้ว เผยความน่าเกรงขามหลายส่วนอย่างยากจะพบเห็นพร้อมกล่าวเสียงเย็นชาเล็กน้อย “คุณหนูรองเจียงเป็นสหายร่วมศึกษาท