ช้าก่อน นี่ข้านั่งอยู่บนรถม้าของเซี่ยเวยหรือ?!
เจียงเสวี่ยหนิงยกมือเปั่ารอยแดงบนฝั่ามือเป็นเวลานาน ในที่สุดก็เพิ่งรู้สึกตัว เงยหน้ามองสำรวจด้วยความตื่นตัว
ผ้าม่านหน้าต่างทั้งสองด้านหนาเตอะ ปิดแน่นสนิท
ต่อให้มีสายลมหนาวพัดหวีดหวิวภายนอกก็ยากจะกระพือได้แม้แต่ชายผ้าม่าน
เป็นรถม้าส่วนตัวของเซี่ยเวยจริง ๆมีเพียงลำแสงที่ส่องลอดบานหน้าต่างแกะสลักรูปดอกกระจับทางด้านหลังลงมา ตกกระทบขนจิ้งจอกหิมะซึ่งปูเต็มตัวรถ เห็นเป็นสีซีดขาวของฤดูเหมันต์แต่ขณะเดียวกันก็เผยความอ่อนโยนบางส่วน ฎีกาซึ่งตั้งกองอยู่บนโต๊ะตัวเล็กถูกขนย้ายออกไปแต่แรกแล้ว สะอาดหมดจดไม่เหลือเศษกระดาษสักแผ่น คงไว้เพียงกลิ่นหอมของหมึกซึ่งยังคงอบอวลจาง ๆ
มีตำราวางกองตรงหัวมุมทางด้านซ้ายมือปึกหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าพลิกเปิด เพียงเหลือบมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ดูเหมือนจะเป็นพระคัมภีร์บางอย่างทางพระพุทธศาสนา เล่มบนสุดมีนามว่า ‘ศูรางคมสูตร[1]’ คงเป็นตำราที่วางในรถเพื่อพลิกอ่านเป็นบางครั้ง ดูไม่ได้ใหม่มากนัก
ศึกษาพระคัมภีร์มากมายจนจิตผ่องแผ้วไร้ความปรารถนา มิน่าเล่าทั้งที่เป็นถึงขุนนางราชสำนักที่มีคนอยากเกี่ยวดองด้วย ทว่าชาติก่อนแม้จะอายุสามสิบก็ยังไม่สู่ขอและวิวาห์กับผู้ใด อีกทั้งไม่เคยได้ยินว่ามีอนุภรรยาอยู่ที่บ้าน ดูท่าจะเป็นนักบวชหรือนักพรตที่ไม่ได้ปลงผมและอยู่ในโลกของฆราวาส…
“น่าเบื่อ จืดชืด”
นางเห็นคำว่า ‘ศูรางคมสูตร’ ก็อดกลอกตาค้