จะถูกปล่อยตัวออกมา ไม่เท่ากับว่าต้องจบชีวิตเร็วหรือไร
เขาแทะเมล็ดแตงโมอีกครา เลิกคิ้วสนใจเป็นอย่างยิ่ง “ถ้าเป็นดังที่ท่านเล่า สมัยก่อนติ้งเฟยซื่อจื่อผู้นี้อยู่กับเยี่ยนฮูหยินผู้เป็นมารดา หากว่ากันตามเหตุผลแล้วการที่ซื่อจื่อขอเป็นฝั่ายสละชีพเพื่อผู้เป็นนาย เยี่ยนฮูหยินควรรับทราบและเห็นด้วยสิ แต่เหตุใดข้าถึงได้ยินว่าหลังจากเมืองหลวงถูกคลายวงล้อม เยี่ยนฮูหยินก็แตกหักกับเซียวกั๋วกงจนกลับจวนโหวทันที จากนั้นเซียวและเยี่ยนสองตระกูลก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันอีกเลยล่ะ”
ชายผู้นั้นตรงชั้นล่างตะลึงงันในบัดดล
คนอื่น ๆ เองก็ตกตะลึง ก่อนหน้านี้มัวแต่ฟังคนอื่นเล่าอย่างออกรส ไยพอถูกถามเช่นนี้กลับรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่บ้างจริง ๆ กันนะ
มีคนลองเลียบเคียงถาม “ดูเหมือนเถ้าแก่หลี่ว์พอจะรู้สายสนกลในอยู่บ้างใช่หรือไม่”หลี่ว์เสี่ยนกลอกตาค้อน “ถ้าข้ารู้แล้วยังจะถามพวกท่านทำไมล่ะ!”
ท่าทีสมจริงจนไม่อาจสมจริงไปมากกว่านี้ได้อีก ทุกคนจึงโล่งใจ ก่อนจะคิดขึ้นมาอีกครา เรื่องของราชวงศ์ ชาวบ้านสามัญเช่นพวกข้าจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร ผู้สมควรได้รับความเวทนาสงสารคงมีแต่เด็กน้อยผู้บริสุทธิ์สามร้อยคนซึ่งต้องถูกฝังร่างอยู่ใต้หิมะเท่านั้นเอง
*****
ยามเช้าตรู่ แสงตะวันเย็นเยียบโผล่พ้นขอบฟั้าทางทิศบูรพา ทอแสงบนลูกกรงระเบียงหินอ่อนฮั่นไปั๋อี้ว์[2]ซึ่งทอดเชื่อมเป็นแนวเดียวกันด้านหน้าตำหนักหวงจี๋
ขุนนางมาถึงกันแล้ว กำลังยืนก้ม