่งทางขวาของประธานก็รู้สึกเหมือนกำลังนั่งทับตะปู ก้นอยู่ไม่สุข อยากจะกระโจนหนีไปให้ไกลแสนไกลเสียเดี๋ยวนั้น เขาลอบสังเกตสีหน้าของทุกคนมาตลอด ครั้นเห็นอู๋เฟิงแสดงอาการเช่นนี้ก็ใจเต้นรัว
เขาเอ่ยถาม “เขียนว่าอะไร”
อู๋เฟิงพลันมีสีหน้าเย็นชา แววตาซึ่งกอปรด้วยความเย็นเยียบเล็กน้อยกวาดผ่านใบหน้าของทุกคนภายในวิหาร ก่อนจะเอ่ยว่า “สารลับของเซียนเซิงระบุว่าแผนการบุกปล้นคุกของนิกายที่เมืองหลวงคราวนี้รั่วไหลก่อนเริ่มปฏิบัติการ มีไส้ศึกแฝงตัวในกลุ่มสาวก มิหนำซ้ำเจ้าไส้ศึกคนนี้ยังติดตามสาวกกลับมาเพื่อสร้างความเสียหายให้นิกายของเราอีกด้วย!”
“ไส้ศึก!”
“หา” ครั้นอู๋เฟิงกล่าวคำนี้ก็เกิดเสียงฮือฮาดังสนั่น!
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่กลับมาจากเมืองหลวงยิ่งมีสีหน้าประหลาดใจ ต่างมองสำรวจซึ่งกันและกัน สายตาเปียมความระแวงและสงสัย มีเพียงจางเจอเท่านั้นที่ไม่สะทกสะท้าน ส่วนเมิ่งหยางก็ยืนสังเกตการณ์เงียบ ๆ
เฝิงหมิงอวี่ร่วมเดินทางมากับทุกคน ถึงจะหยั่งเชิงจางเจอมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากลับไม่อาจขจัดความสงสัยภายในใจได้อยู่ดี จึงเริ่มหาเรื่องจางเจอก่อนด้วยการเผยรอยยิ้มคล้ายจะเป็นมิตร “ในเมื่อใต้เท้าจางทำงานอยู่ใต้สังกัดของเซียนเซิง อีกทั้งคราวนี้ยังมาเพราะเรื่องการปล้นคุกโดยเฉพาะ ไม่รู้พอจะทราบหรือไม่ว่าเจ้า ‘ไส้ศึก’ คนนี้คือใคร”
จางเจอดื่มสุราไปสามชาม ขมับเต้นตุบ ๆ
เขามีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา นั่งลำตัวเหยียดตรง ตอบกลั