ื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกบรรยากาศก็ยังพอไหว จนเข้ามาในวิหารกลับเงียบสงัดอย่างน่าพิศวง
สถานที่แห่งนี้สร้างติดภูเขา อากาศย่อมเย็นยะเยือก
พอบังเกิดความเงียบเช่นนี้จึงยิ่งตึงเครียดและวังเวงผิดปกติ ครั้นเหลียวมองโดยรอบอีกคราก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
อู๋เฟิงเอ่ยถามเฝิงหมิงอวี่ “ท่านอัครมหาเสนาบดีซ้ายมีความลำบากใจอันใด”
เฝิงหมิงอวี่หยิบกระดาษที่ม้วนเป็นวงออกมาจากแขนเสื้อส่งให้อู๋เฟิง กระดาษแผ่นนั้นมีตัวอักษรขนาดเล็กเขียนอยู่และมีตราประทับรูปเทือกเขาอันมีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง เขาลูบเคราตอบว่า “นี่คือสารลับที่เมื่อคืนข้าได้รับตอนอยู่นอกเมืองทงโจว หัวหน้าสาขาอู๋นับว่าเป็นคนเก่าแก่ภายในพรรค คิดว่ามองแวบเดียวคงรู้แล้วว่าตราประทับนี้เป็นของผู้ใด”
เมื่ออู๋เฟิงเห็นตราประทับนั้นก็ร่างสะท้านในบัดดล
เขากล่าวเสียงสั่นเล็กน้อย “สารลับที่ตู้จวินเซียนเซิงเขียนด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ!”
เฝิงหมิงอวี่ยิ้มแย้ม แววตาแปรเปลี่ยนจากนั้นก็คล้ายมองคล้ายไม่มองจางเจอแวบหนึ่ง“ใช่แล้ว คนในนิกายต่างรู้กันว่าตู้จวินเซียนเซิงและกงอี๋เซียนเซิงเป็นแขนซ้ายและขวาของท่านเจ้านิกาย ชำนาญกลศึกมิเคยพลาด แต่ข้ากลับไม่ค่อยเข้าใจสารลับฉบับนี้อยู่บ้าง”
จางเจอรู้สึกถึงสายตาของเฝิงหมิงอวี่ เขาเคลื่อนสายตาลงต่ำ ไม่เอ่ยวาจา
ครั้นอู๋เฟิงอ่านสารลับฉบับนั้นอย่างถ้วนถี่ สีหน้าก็เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกหลังจากเซียวติ้งเฟยนั่งตรงตำแหน