อันที่จริงทุกคนสังเกตเห็นเจียงเสวี่ยหนิงกันหมดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรนับตั้งแต่ออกกันมาจากคุกหลวงคนผู้นี้ก็ติดตามข้างกายจางเจอตลอดเพียงแต่ ‘เขา’ สวมชุดลวก ๆ และทาใบหน้าจนดำสกปรก มองออกเพียงว่ามีรูปร่างค่อนข้างเล็กองคาพยพบนใบหน้าเผยความหมดจดงดงามให้เห็นเล็กน้อย ส่วนอื่นนั้นแม้จะมีแสงสาดส่อง แต่กลางดึกเช่นนี้ก็เห็นแค่เงารำไรไม่ชัดเจน ทั้งยังกริ่งเกรงจางเจอที่อยู่ทางด้านข้าง
คนฉลาดต่อให้มองสิ่งใดออกก็ไม่พูดอะไร
เพียงรำพึงรำพันในใจ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนเช่นนี้อยู่ในนิกายสวรรค์ด้วย คนเคยเป็นขุนนางช่างพิถีพิถันกับความเป็นอยู่ยิ่งนัก กระทั่งออกมาใช้ชีวิตข้างนอกแล้วยังต้องพาคนมาด้วย ไม่รู้ว่าเป็นสตรีที่ปลอมตัวมาหรือว่าเป็นพวกหนุ่มน้อยหน้ามนต้วนซิ่ว[1]ผิวขาวนวลเนียนซึ่งซื้อตัวมาจากสำนักคณิกากันแน่
ทุกคนภายในวัดคิดไปต่าง ๆ นานา ไม่มีใครวิจารณ์การโต้เถียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อสักครู่เช่นกัน
ไม่นานก็มีคนเริ่มเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนา
ในเมื่อทุกคนถูกราชสำนักจับขังคุกหลวงย่อมหมายความว่ามีความสามารถกันพอตัว แต่ละคนเริ่มเล่าประสบการณ์แบบใส่สีตีไข่ สุดท้ายจึงกลายเป็นเรื่องเล่าจำพวกนิทานไปโดยปริยายน่าตื่นเต้นและสนุกสนานยิ่งกว่าเรื่องของนักเล่านิทานใต้สะพานเสียอีก
เมื่อสตรีผู้นั้นแจกจ่ายชุยปิงเสร็จก็หิ้วตะกร้าออกไป ส่วนเด็กชายอายุสิบกว่าขวบฟังจนดวงตาเป็นประกาย รีบนั่งบนธรณีประตู แสดงทีท่าว่าอยากอยู่ฟังโต้รุ่ง
ดู