การปรึกษาข้อราชกิจภายในหอจดหมายเหตุหลวงใต้สิ้นสุดลงแล้ว
ทุกคนล้วนออกมากันหมด ข้างในเหลือเพียงขุนนางใหญ่จากสำนักมหาบัณฑิตและขุนนางใกล้ชิดของโอรสสวรรค์เพียงไม่กี่ราย ดูท่าเสิ่นหลางยังมีเรื่องอื่นจะสนทนา
กู้ชุนฟางเพิ่งถูกโยกย้ายมาเมืองหลวง เขาย่อมไม่อยู่ในกลุ่มนั้น
จางเจอเดินออกมาพร้อมเขาโดยรั้งท้ายห่างออกไปสองก้าว ยังคงนิ่งเงียบดังเดิม
กู้ชุนฟางมองสำรวจสีหน้าจางเจอ เดินไปพลางสนทนาไปพลาง “ในหอจดหมายเหตุหลวงใต้เมื่อสักครู่นี้ข้าเสนอชื่อเจ้ากะทันหันให้ปลอมตัวเป็นตู้จวินซานเหรินแฝงตัวเข้านิกายสวรรค์แต่ไม่ได้หารือกับเจ้าล่วงหน้าก่อน ขอเจ้าอย่าถือสาเลยนะ”
ความจริงแล้วก็ไม่มีโอกาสจะได้ปรึกษากันล่วงหน้าหรอก
กู้ชุนฟางไม่มีทางรู้เลยว่าวันนี้เซี่ยเวยจะพูดอะไร ทุกอย่างเพียงทำไปตามสถานการณ์
จางเจอคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าตนจะจับพลัดจับผลูถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องสลับซับซ้อนเช่นนี้ได้ ชีวิตนี้เขาไร้ปณิธานอันยิ่งใหญ่ แค่อยากมีเวลาอยู่ร่วมกับมารดาและได้ดูแลท่านมากขึ้นอีกสักหน่อยเท่านั้นเอง
การถูกกวาดม้วนเข้าสู่วังวนแห่งการแก่งแย่งชิงดีถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริง ๆ
ชาติก่อนหลังจากเซี่ยเวยและเยี่ยนหลินก่อกบฏก็เข่นฆ่าคนของนิกายสวรรค์จนหมดสิ้น ใช้โลหิตชำระล้างตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่างเพียงแต่จวบจนศีรษะเจ้านิกายร่วงลงพื้นแล้ว ‘ตู้จวินซานเหริน’ ที่เล่าลือกันก็ไม่ได้ปรากฏตัว
หากคนผู้นี้มีตัวตนอยู่จ