เจียงเสวี่ยหนิงออกมาจากโรงเตี๊ยมสู่เซียงด้วยความสบายใจพอสมควร
ตลอดการสนทนากับเหรินเหวยจื้อ นางไม่ได้บอกที่มาที่ไปของตัวเอง แต่เน้นไปทางพูดคุยถามไถ่เรื่องสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดินแดนสู่เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของนาเกลือบางครั้งจึงจะเอ่ยถึงโหยวฟางอิ๋น ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตสีหน้าท่าทางของเหรินเหวยจื้อไปด้วย
จำต้องยอมรับว่าโหยวฟางอิ๋นผู้นี้ซื่อก็ส่วนซื่อทว่าสัญชาตญาณกลับถือว่าใช้ได้
แม้เหรินเหวยจื้อจะสอบเคอจวี่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าจนต้องมารับช่วงต่อกิจการของครอบครัวแทน แต่อย่างไรเสียเขาก็นับว่าเป็นผู้ร่ำเรียนหนังสือและได้รับการอบรมสั่งสอนมาพอสมควร ทำให้เป็นคนพูดจาดีมีมารยาท ทั้งยังปราศจากความเจ้าเล่ห์เพทุบายแบบพ่อค้า
อย่าว่าแต่แต่งงานกันหลอก ๆ เลย ต่อให้ต้องเป็นเขยตัวจริงก็ถือว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ
ขณะขึ้นรถม้านางหันศีรษะกลับไปมองห้องชั้นบนของโรงเตี๊ยมซึ่งยังคงจุดตะเกียงสว่างไสวอีกครา ในที่สุดใบหน้าก็ประดับรอยยิ้มผ่อนคลายจากใจจริงขึ้นมาบ้าง
เพียงแต่การไปที่ห้องคุมขังขององครักษ์เสื้อแพรเพื่อเยี่ยมโหยวฟางอิ๋นและย้อนกลับไปยังโรงเตี๊ยมสู่เซียงเพื่อสนทนากับเหรินเหวยจื้อทำให้เสียเวลาเดินทางพอสมควร พอกลับถึงจวนตระกูลเจียงฟั้าก็มืดสนิทแล้ว
เจียงปั๋อโหยวกับเมิ่งซื่อรออยู่ภายในห้องด้วยความกระวนกระวายเล็กน้อย
บ่าวภายในจวนถือโคมไฟเดินมาส่งเจียงเสวี่ยหนิงถึงหน้าห้อง เมื่อนางเดินเข้าไปแ