ยามใกล้พลบค่ำ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่สองคนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางภายในวังหลวง
ครั้นหวนนึกถึงสิ่งที่หารือกันภายในห้องทรงพระอักษรกลับนิ่งเงียบไปเล็กน้อย
ผ่านไปเนิ่นนาน เมื่อเห็นว่าปลอดคนถึงมีคนเอ่ยปาก
“ท่านว่าตอนนั้นรองราชครูเซี่ยพูดตกไปคำหนึ่ง ที่แท้เขาเจตนาหรือไม่?”
“เรื่องนี้ผู้ใดจะรู้ได้”“แต่ข้าคิดว่าแม้ตอนนั้นจะไม่มีใครเอ่ยถึง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่พวกเราที่ฟังออกเสียหน่อยนี่?”
“นั่นมันแน่อยู่แล้ว”
“แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงในท้องพระโรงเลย?”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง?”
ผู้ที่เริ่มพูดก่อนพลันใจหายวาบ ร่างสั่นสะท้านคล้ายนึกอะไรออก
อีกฝั่ายตบบ่าเขาคล้ายปลอบใจ แต่กลับถามว่า “ในเมื่อท่านฟังออก เหตุใดถึงไม่พูดตอนอยู่ในท้องพระโรงเล่า?”
คนผู้นั้นตอบกลับ “ข้ารู้สึกว่าจวนโหวออกจะน่าสงสารอยู่บ้าง…”
อีกคนถอนหายใจ “เฮ้อ เท่านี้ก็มิใช่คำตอบแล้วหรือไร?”
คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ “ข้าแค่ไม่เข้าใจว่ารองราชครูเซี่ยทำไปเพื่อสิ่งใดกันแน่?”
อีกคนเปล่งเสียงหัวเราะ “ท่านคิดว่ารองราชครูเซี่ยเป็นคนเช่นไรล่ะ?”คนผู้นั้นตอบโดยไม่ต้องคิด “เป็นขุนนางมากความสามารถในราชสำนัก เป็นเสาหลักของบ้านเมือง เชี่ยวชาญการวางกลยุทธ์ ความคิดและสายตากว้างไกล”
อีกคนจึงเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านคิดว่าเขาจะพูดหาเรื่องใส่ตัวหรือ?”
คนผู้นั้นตะลึงงัน
คิดว่าคนทั่วไปคงไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้นับประสาอะไรกับเซี่ยเวยผู้มีสติป