ียงทางเดินกลับเห็นเจียงปั๋อโหยว เหมือนจะกำลังสนทนากับสหายร่วมงานในราชสำนัก
วันนี้เป็นวันพิธีสวมกวานของเยี่ยนหลิน มีขุนนางในราชสำนักจำนวนหนึ่งเสี่ยงอันตรายมาร่วมงานด้วยเช่นกัน
เจียงปั๋อโหยวย่อมเป็นหนึ่งในนั้น
เขาสวมชุดคอกลมลายร้อยอักษรมงคลสีครามศิลา กำลังยืนอยู่กับคนผู้หนึ่งตรงลานเรือนซึ่งปลูกสนต้นสูงใหญ่เอาไว้ต้นหนึ่ง เขาขมวดคิ้วฟังคนผู้นั้นเอ่ยวาจา อดส่ายหน้าตลอดเวลาไม่ได้“ผิดใจกับตระกูลอื่นยังพอทำเนา ไปผิดใจกับคุณชายรองเซียวกลับจัดการค่อนข้างยากอยู่บ้างคนตระกูลเจิ้งช่างน่าสงสารเสียจริง”
คนผู้นั้นถอนหายใจ “ก็นั่นน่ะสิ คนฝังตลาดตะวันตกต่างรู้จักคนตระกูลเจิ้งดี ได้ยินว่าส่งบุตรชายคนหนึ่งไปทำงานในวังหลวงอีกด้วย ถึงจะไม่ใช่ตระกูลใหญ่อะไร แต่ก็ดำเนินชีวิตไปตามประสาราษฎรตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ไม่เลวเหมือนกัน แต่กระนั้นกลับไปพบคนตระกูลเซียวเข้าเสียได้ เรื่องที่ฝั่ายนั้นทั้งยึดครองที่นาของตระกูลเจิ้งอย่างอุกอาจ ทั้งบีบบังคับให้ย้ายสุสานบรรพชนน่ะช่างเถิด ทว่ายังคิดจะส่งเข้าคุกยกครัวอีก นี่มันออกจะน่าอนาถไปสักหน่อยแล้ว”
เพิ่งจะกล่าวจบก็เงยศีรษะขึ้นมาเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
ดังนั้นจึงกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงไป แล้วหัวเราะพลางกล่าวกับเจียงปั๋อโหยว
“ก่อนหน้านี้ใต้เท้ารองเสนาบดีบ่นหาอยู่เป็นนานสองนาน ครานี้บุตรีของท่านมาถึงแล้วนะขอรับ”
เจียงปั๋อโหยวหันศีรษะกลับมาก็มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิง หัวคิ้วซึ่งขมว