วันนี้นางมาเรียนพิณ ไม่ได้มาทะเลาะเบาะแว้ง และไม่ได้มาแสร้งทำตัวน่าสงสาร ยิ่งไปกว่านั้นเซี่ยเวยก็ไม่ได้หาเรื่องนางและไม่ได้ยั่วโมโหนางด้วย นางแค่เผลอคิดอะไรไปไกลชั่วขณะเพราะสะเทือนอารมณ์จากคำเรียกขานว่า‘คุณหนูรองหนิง’ จนจู่ ๆ ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น
อีกทั้งไม่ว่าอย่างไรการหลั่งน้ำตาต่อหน้าผู้อื่นก็น่าขายหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงรีบยกแขนเสื้อเช็ดใบหน้าสะเปะสะปะยกหนึ่ง ถูจนดวงหน้าแดงก่ำและเลอะเครื่องประทินโฉมประหนึ่งแมวลาย “ทรายเข้าตา ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
“…”
เซี่ยเวยพลันอับจนถ้อยคำ
เจียงเสวี่ยหนิงทำตัวให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยิบตำราแพทย์เล่มนั้นไปวางด้านข้าง ถามเขาว่า “วันนี้เซียนเซิงต้องการทดสอบวิธีการใช้นิ้วใช่หรือไม่เจ้าคะยังให้บรรเลงเพลงเมฆรุ้งกวดจันทร์ใช่หรือไม่”
เซี่ยเวยมองนาง ส่งเสียง “อืม” คำหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “เล่นเป็นแล้วหรือ?”เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล่าวคำ เพียงจัดวางพิณบนโต๊ะให้ตรง
หลายวันนี้นางมิได้เกียจคร้าน
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ไม่ดีดพิณ เป็นเพราะเซี่ยเวยบอกว่านางจิตใจไม่สงบนิ่ง เขาจึงไม่ยอมให้แตะต้อง แท้จริงแล้วนางเองก็รู้มาตลอดว่าการเรียนกับเซี่ยเวยมิอาจผ่านไปอย่างขอไปที และยิ่งไม่ควรหวังว่าจะโชคดี เนื่องจากคนผู้นี้จริงจังกับทุกสิ่ง
ขณะนี้นางไม่คิดอะไรทั้งสิ้น เริ่มกรีดสายบรรเลงเพลงฝึกนิ้ว
ยังคงเป็นยามบ่ายฤดูเหมันต์เหมือนเคย
เนื่องจากวันนี้เซี่ย