พียงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ยามนี้วังเฉวียนเกิดมีมารยาทต่อเจียงเสวี่ยหนิงเพิ่มขึ้นครึ่งส่วน ซ้ำยังประสานมือให้นางด้วยทว่าก็ยิ้มแต่เปลือก “คุณหนูรองเจียง เชิญเถิด?”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจ เวลาสองเค่อถือว่าพอสมควรแล้ว
นางวางถ้วยชาแล้วลุกขึ้น ไม่ต้องให้ผู้ที่เดินเข้ามาจากด้านข้างสองคนมาคุมตัวก็เดินออกจากประตูไปด้วยตนเอง
ฟั้ามืดแล้ว ในวังหลวงต่างจุดโคมไฟทุกแห่งหน
ทว่ากลับปราศจากเสียงมนุษย์แม้แต่น้อย
ระหว่างเดินทางทุกคนล้วนกดดันจนพากันเงียบกริบอย่างเห็นได้ชัด
ตำหนักฉือหนิงในยามนี้มีแสงโคมประทีปเจิดจ้า เซียวไทเฮาประทับบนที่นั่งตำแหน่งประธานด้วยใบหน้าเย็นชา เจิ้งฮองเฮาซึ่งมาสอบถามข่าวคราวนั่งก้มหน้าอยู่ด้านล่างนาง มีบางครั้งเงยศีรษะทอดมองนอกประตูตำหนักเป็นระยะ
เจิ้งเปั่ายืนห้อยมืออยู่ข้างหลังนางในที่สุดคนก็มาถึง
หากละเว้นบรรยากาศเย็นเยียบน่าหวาดกลัวอย่างชัดเจนนี้ไปเสีย สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ต่างอะไรกับยามพวกของเจียงเสวี่ยหนิงมาถวายพระพรที่ตำหนักตอนเพิ่งเข้าวังแม้แต่น้อย
ทุกคนเปล่งเสียงถวายพระพรขณะหมอบแนบพื้นโดยพร้อมเพรียง
เซียวไทเฮาใบหน้าถมึงทึง แม้แต่กับเซียวซูยังไม่เปล่งเสียงเรียก เพียงยื่นมือไปหาวังเฉวียนที่อยู่ด้านล่าง
วังเฉวียนเดินค้อมกายเข้ามาทันที นำแผ่นกระดาษที่เขียน ‘ถ้อยคำของกบฏ’ ซึ่งค้นได้จากในห้องเจียงเสวี่ยหนิงไปส่งถึงมือนางพร้อมกราบทูลว่า “บ่าวทำตามพระราชเสาวนีย์ของไทเฮาที่ทรงให้