นแปร แต่ไหนเลยจะรู้ว่าใจผู้อื่นเองก็มิผันแปร?”
เจี้ยนซูไม่เข้าใจคำกล่าวนี้ อยากจะพูดว่าตอนอยู่จินหลิงคุณชายติ้งเฟยเชื่อฟังคำสั่งเซียนเซิงทุกอย่าง และหลังจากเซียนเซิงขึ้นเมืองหลวงแล้วก็ส่งสารลับแจ้งข้อมูลภายในนิกายเป็นระยะเห็นชัดว่าตอนอยู่ในนิกายนั้นเขายืนอยู่ฝังของเซียนเซิง
แต่ขณะกำลังจะเอ่ยปาก วาจาที่ตนกล่าวไปเมื่อสักครู่ก็ผุดในสมองอีกรอบ
กงอี๋เฉิงอยู่ข้างกายเจ้านิกายมาตลอด น้อยครั้งนักที่จะออกจากเมืองจินหลิง
แล้วเหตุใดเมื่อกงอี๋เฉิงมาถึงเมืองหลวงแล้วคุณชายติ้งเฟยซึ่งอยู่เมืองจินหลิงเช่นกันกลับไม่ระแคะระคาย ไม่บอกข้อมูลแก่พวกเขาแม้แต่น้อยเลยล่ะ
เมื่อนึกถึงตรงนี้เจี้ยนซูก็ใจสั่นสะท้านขึ้นมา“ความหมายของเซียนเซิงก็คือ…”
ชายแขนเสื้อสีขาวพิสุทธิ์ของเซี่ยเวยเปือนเถ้ากำยานเล็กน้อย เขายกมือลูบเบา ๆ ทว่าไม่ได้ปัดออก กลับทำให้เถ้ากำยานจุดเล็ก ๆ นี้กระจายตัวเลอะกว่าเดิม
นัยน์ตาที่กระจ่างใสในยามปกติ ซุกซ่อนความเย็นเยียบเอาไว้
ริมฝีปากเขาเหยียดเป็นเส้นตรง เผยสีหน้าน่าขนพองสยองเกล้าออกมาเล็กน้อย ทำให้คนเห็นแล้วอกสั่นขวัญแขวน “ในเมื่อกงอี๋เฉิงมาแล้วแสดงว่าได้รับบัญชาจากเจ้านิกาย นี่คงเห็นว่าข้าไร้ความเคลื่อนไหวมานานและนึกระแวงข้าสินะ”
ครั้นเจี้ยนซูนึกถึงสถานการณ์สลับซับซ้อนภายในนิกายก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “เซียนเซิงวางแผนดำเนินการอยู่ในวังหลวง ยังไม่ทันได้ลงมืออะไร บัดนี้พอกงอี๋เซียนเซิงมาถึงกลับอ