าคะ?”
เห็นชัดว่าวันนี้สีหน้าของเหยาซีไม่ได้ดีไปกว่าการเข้าวังหลวงครั้งก่อนมากสักเท่าใด ออกจะย่ำแย่กว่าเดิมอีก เจือความร้อนรนกระวนกระวายอยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นเหยาหรงหรงส่งขนมแผ่นท้อมาให้นางยังรู้สึกรำคาญเล็กน้อยด้วยซ้ำไป เพียงกล่าวอย่างเย็นชาและเรียบเฉยว่า “ขอบใจ แต่วันนี้ข้าไม่อยากอาหารเอามาก ๆ”
จากนั้นก็มุ่งตรงไปนั่งข้างกายเซียวซูและเฉินซูอี๋
เหยาหรงหรงกระอักกระอ่วนยิ่งนัก
ทว่าสายตาของทุกคนกลับไปอยู่ที่ร่างเหยาซีทันที ลอบคาดเดาว่างานมงคลของนางมีความเปลี่ยนแปลงอันใดหรือไม่ ถึงทำให้นางเป็นเช่นนี้
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากจะหยิบขนมชิ้นนี้ขึ้นมากิน
ประการแรก นางมีความทรงจำต่อเหยาหรงหรงไม่ค่อยดี ชอบทำตัวน่าเวทนาเหมือนมีใครรังแกอย่างนั้นละ ประการที่สอง…
ชาติก่อน นางกินของสิ่งนี้จนเกือบอาเจียน
จนถึงขั้นที่ว่าเพียงได้ยินสามคำนี้ก็อดเกิดอาการคลื่นไส้ไม่ได้แล้ว
ทว่าเหยาซีปฏิเสธไปแล้ว หากนางปฏิเสธอีกบรรยากาศก็จะน่ากระอักกระอ่วนเกินไป ดังนั้นจึงยอมไว้หน้า หยิบแผ่นบาง ๆ ออกมาจากกล่องหนึ่งชิ้น กัดคำเล็ก ๆ ด้วยท่วงท่าอันสง่างามคำหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเจือรอยยิ้ม “ขอบใจนะ”
แสดงออกแค่นี้หรือ
เรียบเฉยเกินไปหน่อยแล้วนะ
ต้องรู้ว่าขนมแผ่นท้อที่เหยาหรงหรงทำมานี้แม้แต่โจวเปั่าอิงยังอดทอดถอนใจชมเชยว่าอร่อยไม่ได้ แต่เจียงเสวี่ยหนิงกินไปแล้วกลับไม่แสดงอาการอะไรเลย
ชั่วพริบตานั้นโจวเปั่าอิงชักสงสัยประสาทรับรส