เมื่อวานอากาศยังปลอดโปร่ง มองเห็นได้แม้กระทั่งแสงสนธยายามพลบค่ำ
แต่พอถึงวันนี้ ยามเจียงเสวี่ยหนิงโดยสารรถม้าออกจากจวน ท้องฟั้าภายนอกกลับมืดครึ้มจนหมดสิ้น เมฆดำหนาแน่นลอยต่ำ หลังจากย่างเข้าสู่ช่วงเหมันต์ สายลมหนาวหวีดหวิวก็เสียดกระดูกกว่าเดิมหลายส่วน
ท่าทางเหมือนฝนกำลังจะตก
พ่อค้าหาบเร่แผงลอยตามตรอกซอกซอยน้อยใหญ่ต่างแยกย้าย เก็บแผงลอยของตนเองด้วยความลนลานไปนานแล้ว เมืองหลวงที่เคยอึกทึกคึกคักพลันเวิ้งว้างว่างเปล่าและเงียบสงัดลงไปมาก มีเพียงสายลมกวาดม้วนเศษใบไม้ดอกไม้ที่โรยราจำนวนหนึ่งให้ปลิวว่อนระหว่างอาคารบ้านเรือนซึ่งเรียงรายกันอย่างแน่นขนัด
ภายในเหลาเฉิงเซียวเองก็เหลือลูกค้าเพียงไม่กี่คน
ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ คงไม่มีใครมาแล้ว
เด็กรับใช้ประจำร้านซึ่งสาละวนมาทั้งวันเดินเข้าหาโต๊ะสำหรับจ่ายเงินเพื่อโอภาปราศรัยกับผู้ดูแลร้านเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่ากลับมีเสียงรถม้าเคลื่อนที่เข้ามาจากภายนอก ไม่นานนักก็จอดอยู่หน้าเหลาเฉิงเซียวเด็กรับใช้ประจำร้านนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปต้อนรับ
เขาเห็นม่านรถม้าแหวกออกท่ามกลางใบไม้ร่วงที่ถูกสายลมหนาวพัดจนปลิวว่อนเต็มท้องฟั้าสาวใช้ภายในรถลงมาก่อน จากนั้นก็มัดสายรัดเสื้อคลุมกันลมขนพังพอนขาวให้คุณหนูผู้นั้น เด็กรับใช้ประจำร้านนับว่าเคยพบเห็นผู้สูงศักดิ์และขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงที่เหลาเฉิงเซียวมาตั้งมากมาย แต่สตรีที่งดงามปานนี้กลับเห็นเป็นครั้งแรก
ดู