อากาศยามปลายฤดูสารทหนาวเหน็บยิ่งนักแม้จะเป็นยามเที่ยงตรง ดวงตะวันลอยสูง แต่ก็ไม่อาจบรรเทาความหนาวเย็นที่ค่อย ๆ เสียดแทงกระดูกซึ่งมากับสายลม
เซี่ยเวยยืนอยู่ตรงประตูตำหนัก
เขาตัวสูงมาก ขวางลำแสงซึ่งส่องจากนอกตำหนักผ่านบานประตูเข้ามาพอดี บดบังร่างเพรียวบางของเจียงเสวี่ยหนิงให้อยู่ใต้เงาดำของเขาจนมิด และชั่วขณะนี้เอง ต่อให้นางเบิกตาโพลงก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่าภายใต้ความพร่าเลือนซึ่งเกิดจากการย้อนแสง ที่แท้เซี่ยเวยมีสีหน้าเช่นไรกันแน่กลัวหรือไม่
ย่อมต้องกลัว
กลัวมากเสียด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหลือแสน เรี่ยวแรงที่มีอยู่ทั่วทั้งสรรพางค์กายคล้ายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ในที่สุดก็ไม่อาจปิดบังได้อีกแล้ว นางกะพริบตาพูดว่า “ข้าเป็นเพียงคุณหนูธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไร้อำนาจในราชสำนักและยิ่งไร้ความทะเยอทะยานอีกด้วยกระทั่งว่านอกจากบิดาที่บ้านแล้วก็ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับเซี่ยเซียนเซิงอีก สำหรับเซี่ยเซียนเซิงข้าเป็นแค่มดปลวกตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งที่เซียนเซิงลงมือเพียงเล็กน้อยก็บีบจนตายได้แล้ว ไม่อาจส่งผลคุกคามใด ๆ ต่อท่าน หากข้าบอกว่าข้ากลัวทว่าตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่เคยมีเจตนาจะฟั้องร้องลับหลังและทำร้ายท่านเลย ท่านจะเชื่อหรือไม่?”
เซี่ยเวยเงียบงันอยู่นาน ย้อนถามนางว่า“หากเจ้าเป็นข้า เจ้าจะกล้าเชื่อหรือไม่?”
ไม่ใช่ไม่ยินดีจะเชื่อ แต่ไม่กล้าเชื่อต่างหาก
เจียงเสวี่ยหนิงก้มศีรษะลงเบา ๆ ลำคอระหงและข