มจะขึ้น?”
โหยวฟางอิ๋นเห็นสีหน้าของอีกฝั่ายคล้ายบังเกิดความเปลี่ยนแปลง นัยน์ตาที่เป็นประกายเมื่อครู่ก็หมองหม่นลงเล็กน้อยอีกครา เสียงก็แผ่วเบาลงไปมาก ตอบอ้ำอึ้งว่า “เขาถามข้า ข้าเลยบอกเขาไป แต่ แต่ท่านวางใจได้ ข้าไม่ได้บอกสถานะของท่าน เถ้าแก่สี่ว์ถามว่าท่านเป็นใคร ข้าไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว”
เจียงเสวี่ยหนิงประคองกล่องตั๋วเงิน ไม่กล้าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าตนเองกำลังได้ยินอะไรอยู่
ประการแรก โหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนได้กำไรจากการค้าเส้นไหมดิบคราวนี้เพียงสามเท่า ทว่ายามนี้โหยวฟางอิ๋นผู้นี้นำเงินไปสี่ร้อยตำลึง แต่ได้กลับมาถึงสองพันห้าร้อยตำลึงประการที่สอง หญิงโง่งมนางนี้ตัวเองร่ำรวยน่ะช่างเถอะ แต่กลับไปบอกข้อมูลนี้กับสี่ว์เหวินอี้อีก!
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางด้วยแววตาสลับซับซ้อน “เจ้ากล้าบอกเขาได้อย่างไร? บอกข้อมูลเช่นนี้ออกไปจะนำภัยมาสู่ตัวนะ”
โหยวฟางอิ๋นหน้าซีด กำมือมือทั้งสองข้างแน่น อ้าปากพูดว่า “ตะ แต่เถ้าแก่สี่ว์เป็นคนดี…”
คนดีกระนั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงมีชีวิตมาแล้วสองชาตินอกจากจางเจอแล้ว ก็ไม่รู้ว่าคำว่าคนดีสองพยางค์นี้เขียนว่าอย่างไร
นางแย้งว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนดี?หากเขาถูกผลประโยชน์ครอบงำจิตใจ เกรงว่าวันนี้เจ้าคงไม่มีชีวิตรอดมาอยู่ตรงหน้าข้าแล้ว”
โหยวฟางอิ๋นตกใจเพราะคำพูดอันหนักหนาเช่นนี้ของนาง
ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังเอาแต่ทอดสายตามองเจียงเสวี่ยหนิง นัยน์ตาคู่นั้นจ้องเขม็ง คล้า