หมดิบ จากนั้นรออีกครึ่งเดือนพอราคาขึ้นค่อยขายออกไป ข้า…ข้าซื้อเส้นไหมมาถึงสี่ร้อยตำลึงเชียวนะ!”
นางถึงกับทำจริง ๆ ด้วย…
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบสำลัก
แต่เมื่อเห็นตั๋วเงินเหล่านี้ก็นับอีกครั้ง แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “เงินทุนจำนวนสี่ร้อยตำลึง ได้มาสามเท่าอย่างมากก็แค่ได้มาอีกหนึ่งพันสองร้อยตำลึงต่อให้รวมเงินทุนด้วย ให้ตายอย่างไรในมือเจ้าก็มีแค่หนึ่งพันหกร้อยตำลึงเท่านั้น แล้วได้มากถึงสองพันห้าร้อยตำลึงได้อย่างไร?”
โหยวฟางอิ๋นตอบอย่างซื่อตรง “ขายออกไปได้แค่หนึ่งพันสองร้อยตำลึง แต่พอขายเสร็จแล้วไม่ว่าอย่างไรเถ้าแก่สี่ว์ก็บอกว่าจะต้องเพิ่มให้ข้าอีกสองพันตำลึง ข้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาได้ โน้มน้าวอยู่นาน เขาถึงรับปากว่าจะเพิ่มให้แค่เก้าร้อยตำลึงก็พอ”
เจียงเสวี่ยหนิงสงสัย “เถ้าแก่สี่ว์ให้เงินเจ้า?”
โหยวฟางอิ๋นผงกศีรษะราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าวสาร เมื่อเริ่มเอ่ยถึงเรื่องนี้ ดวงตาทั้งสองข้างก็วาววับ “ใช่แล้ว เส้นไหมของข้าขายได้แล้ว เส้นไหมของเถ้าแก่สี่ว์ก็ขายออกไปได้เช่นกัน ได้เงินมาเป็นจำนวนมาก ครั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมที่บ้านเกิดเขารู้เรื่องนี้ก็ดีใจ เถ้าแก่สี่ว์ยังฝากมาบอกอีกว่า หากปีหน้าฟางอิ๋นยังอยากทำการค้าเส้นไหมดิบต่อไป ถึงเวลาจะแบ่งสินค้าชั้นดีมาให้ข้าจำนวนหนึ่ง ให้ข้านำไปขายโดยจ่ายเงินมัดจำเพียงครึ่งเดียวก็พอ!”
สี่ว์เหวินอี้ขายเส้นไหมได้…
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุก “เขารู้ว่าราคาเส้นไห