ครั้นนึกถึงโลกที่โหยวฟางอิ๋นเล่าว่าเคยอาศัยเมื่อชาติที่แล้ว และนึกถึงสถานที่ที่ตนเองอยู่ในขณะนี้ ไม่รู้เพราะเหตุใดเจียงเสวี่ยหนิงถึงไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก ครั้นก้มหน้าจ้องมองคำถามที่เซียนเซิงเหล่านั้นเป็นผู้ออกอีกรอบ ก็ยิ่งรู้สึกไม่ถูกชะตามากขึ้นเรื่อย ๆ
เดิมทีนางเตรียมเสแสร้งเป็นเศษสวะไม่รักความก้าวหน้า
แต่ตอนนี้จ้องไปจ้องมาก็บังเกิดความรู้สึกอยากงัดข้อขึ้นมา อย่างไรเสียก็ไม่ต้องอยู่ในวังหลวงอยู่แล้ว ยังกลัวจะผิดใจกับตาแก่พวกนี้อีกหรือนิ้วมือเรียวยาวของเจียงเสวี่ยหนิงยกพู่กันพร้อมควงไว้ในมือช้า ๆ รอยยิ้มพลันประดับบนริมฝีปาก
ข้อสอบทั้งชุดเป็นดั่งที่เซี่ยเวยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ได้ยากเป็นพิเศษ เนื้อหาที่ทดสอบทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นหลักการของขงจื่อ[1]และเมิ่งจื่อ ร่วมกับบทกวีลำนำและความรู้ทางดนตรีบางประการเท่านั้น
ขณะนี้นางใช้ลายมือที่เหมือนไก่เขี่ยเขียนตอบไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง
ส่วนอีกเกินครึ่งที่เหลือ…
“ขงจื่อกล่าวว่า กองทัพสามารถปลดผู้บัญชาการได้ แต่บุรุษไม่อาจถูกพรากปณิธานหมายความว่าอย่างไร? และจะอธิบาย ‘วิญูชนสูงส่งที่มีปณิธาน’ ว่าอย่างไร?”
เจียงเสวี่ยหนิงวาดเต่า[2]ทีละเส้นด้วยความตั้งอกตั้งใจ จากนั้นจึงเขียนว่า “ประการแรกกล่าวกันว่า ‘บุรุษครั้นถูกหยามหมิ่นจะชักกระบี่แล้วแอ่นอกเข้าสู้ นี่ไม่ถือว่ากล้าหาญ’ ประการที่สอง กล่าวกันว่า ‘บุรุษครั้นมีโทสะ โลหิตสาดกระจายไปห้าก้าว[3]’ ในเมื่อเป