“พอเข้าวังหลวงแล้วก็ต้องเรียนกฎเกณฑ์ต่อเนื่องถึงสองวัน ข้าเห็นแล้วยังเหนื่อยแทน วันๆ ต้องอยู่แต่ในเรือนหยางจื่อ คงยังไม่เคยไปเดินเล่นตามตำหนักต่าง ๆ ของวังหลวงเลยใช่หรือไม่?” ใบหน้าเสิ่นจื่ออีเต็มไปด้วยรอยยิ้มทันใดนั้นก็เหมือนฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ นางหันศีรษะกลับมามองคนอื่นด้านข้าง เอ่ยถามว่า“พวกเจ้าก็ด้วยจริงไหม?”
แม้ทุกคนจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าวังหลวงแต่เดิมทีก็ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับองค์หญิงใหญ่เล่อหยางมาก่อน ครั้นได้ยินนางเอ่ยถามกะทันหันจึงนิ่งอึ้งมีเพียงเซียวซูที่สนิทชิดเชื้อกันดี จึงหัวเราะตอบไปว่า “พวกนางยังไม่เคยเลยเพคะ”
ที่ใช้คือคำว่า ‘พวกนาง’ ไม่ใช่ ‘พวกเรา’
รายละเอียดปลีกย่อยเพียงเล็กน้อยในคำพูดก็เผยให้เห็นความคุ้นเคยต่อวังหลวงของนางอย่างชัดเจน มีนัยว่าแตกต่างจากผู้อื่น และไม่ได้นำตนเองไปรวมกับผู้อื่นด้วย
เสิ่นจื่ออีปรบมือกล่าว “ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็เรียนมารยาทพิธีการกันมาพอสมควรแล้วพรุ่งนี้เซี่ยเซียนเซิงจะทดสอบความรู้ของพวกเจ้ายังไม่รู้เลยว่าจะผ่านกันได้กี่คน ในเมื่อได้เข้าวังมาสักหนแล้วก็ไม่อาจมาเสียเที่ยวเปล่า วันนี้เปินกงจู่จะพาพวกเจ้าเดินเล่นอุทยานหลวงก็แล้วกัน”
สายตาของทุกคนพลันเปล่งประกายตื่นเต้นยินดียิ่ง
เสิ่นจื่ออีมือหนึ่งจูงเจียงเสวี่ยหนิง ส่วนอีกมือหนึ่งก็จูงเซียวซู ก่อนจะพูดกับหัวหน้ากองซูอย่างตรงไปตรงมาว่า “กูกู ข้ากับอาซูจะพาพวกนางออกไปเดินเล่น วันนี้ไม