มองหน้ากันไปมา
ไม่ว่าอย่างไรก็อาศัยใต้ชายคาเดียวกัน จะไม่ไปแสดงความห่วงใยสักหน่อยก็ไม่ดี
แต่ก็ไม่อาจเข้าไปรบกวนขณะนางกำลังร้องไห้ได้เช่นกัน
พวกนางจึงได้แต่ชงชาพร้อมทั้งจัดวางผลไม้แห้งและผลไม้แช่อิ่มไว้ที่หอหลิวสุ่ยก่อน เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ภายในห้องค่อย ๆ สงบลง ถึงส่งฟางเมี่ยวซึ่งมีความสามารถในการปลอบใจคนและเฉินซูอี๋ผู้กระทำสิ่งใดด้วยความหนักแน่นเยือกเย็นไปปลอบใจและพาตัวออกมานั่ง
เหยาซีร้องไห้จนดวงตากลมรีอันงดงามแดงก่ำ เครื่องสำอางเลือนไปไม่น้อย ความกลัดกลุ้มปรากฏค้างกลางหัวคิ้ว คล้ายเปียมความคับข้องใจและความรู้สึกไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง
ทุกคนเรียกให้นางออกมา มีเรื่องอะไรจะได้ช่วยกันออกความเห็น
นางจึงเอ่ยว่า “เมื่อครู่ข้าได้ยินหลินจืออ๋องทรงเอ่ยถึงเรื่องของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญาผู้นั้นที่อุทยานหลวง ก็เลยร้องไห้”มีคนไม่เข้าใจ “หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญา?”
เฉินซูอี๋กลับรู้เรื่องมาบ้าง ถามว่า “ตกลงเรื่องหมั้นหมายกันแล้วใช่หรือไม่?”
เหยาซีสะอึกสะอื้นอีกครั้ง “ขั้นตอนผ่านไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เขาเป็นแค่หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญาขุนนางขั้นเจ็ดผู้ แล้วจะคู่ควรกับข้าได้อย่างไร? เขาไม่ได้สอบเคอจวี่[4] แต่เป็นชาวบ้านสามัญที่สอบเป็นเจ้าพนักงานก่อนจะได้รับเสนอชื่อมาเป็นขุนนางในราชสำนัก ที่บ้านมีมารดาหม้ายผู้หยาบกระด้างอยู่คนหนึ่ง ทั้งแก่ชราทั้งอัปลักษณ์ เดิมทีท่านพ่อบอกว่าถึงแม้หัวหน