ยยิ้ม “กูกู[1] ดูข้าสิ!”
คราวนี้นางถึงมองเห็นชัดเจนองค์หญิงใหญ่ทรงเปลี่ยนการแต่งพระพักตร์ใหม่ ใช้ผงดอกอิงเถาแต่งแต้มรอยแผลเป็นใต้พระเนตรซึ่งทรงมีแต่ครั้งเยาว์วัยเบา ๆ ประหนึ่งมีกลีบดอกอิงเถาร่วงหล่นและประทับบนพระพักตร์ของโฉมสะคราญ ลบเลือนความเสียหายที่รอยแผลเป็นทิ้งเอาไว้แต่เดิมจนหมดสิ้น กลับเพิ่มพูนความเพริศพรายสดใหม่ขึ้นมา
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือสีพระพักตร์และอากัปกิริยาขององค์หญิง
กาลก่อนต่อให้ดีพระทัยมากเพียงใด กลางพระขนงก็มักปกคลุมด้วยความกลัดกลุ้ม ทว่าวันนี้มันกลับปลาสนาการสิ้น แววเจิดจ้าฉายจากพระเนตรของพระองค์ ทั้งเรียบเฉยและร้อนแรงขณะนั้นนางไม่อาจสะกดกลั้นความตื้นตันซึ่งเอ่อท้นภายในจิตใจได้แล้ว จึงกล่าวทอดถอนใจชมเชยจากใจจริง “ช่างงามนักเพคะ”
ทว่าเสิ่นจื่ออีไม่ได้เล่าว่าเพราะเหตุใดตนถึงบังเกิดความเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้
หัวหน้ากองซูย่อมใส่ใจ พอออกจากตำหนักหมิงเฟิงก็ไต่ถามนางกำนัลซึ่งออกไปถวายการปรนนิบัติรับใช้องค์หญิงใหญ่ในวันนั้น ถึงได้รู้ว่าทรงได้พบคุณหนูซึ่งแตกต่างจากผู้อื่นอย่างยิ่งที่จวนชิงหย่วนปั๋อ เป็นคุณหนูรองแห่งจวนรองเสนาบดีเจียง มีนามว่าเจียงเสวี่ยหนิง
ยามนั้นนางเพียงยินดีว่าในที่สุดองค์หญิงก็ทรงได้พบสหายที่ดีมากผู้หนึ่งแล้ว
และไม่ได้คิดจะทำสิ่งใด
ทว่าไม่นานนักนางก็ได้เห็นชื่อของคุณหนูรองเจียงในรายนามของผู้ที่จะมาเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง
แม้หัวหน้ากองซูจ